Social :

ไม่เลือกที่! “บัตรทอง”รักษาที่ใดก็ได้!นายกฯมอบสธ.ยกระดับหลักประกันสุขภาพฯ

26 ต.ค. 63 07:10
ไม่เลือกที่! “บัตรทอง”รักษาที่ใดก็ได้!นายกฯมอบสธ.ยกระดับหลักประกันสุขภาพฯ

ไม่เลือกที่! “บัตรทอง”รักษาที่ใดก็ได้!นายกฯมอบสธ.ยกระดับหลักประกันสุขภาพฯ

โฆษก รบ. เผย นายกฯ มอบ สธ. ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ผู้มีบัตรทอง สามารถเข้ารับการรักษาที่ใดก็ได้




นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในการยกระดับระบบสวัสดิการแห่งรัฐด้านสาธารณสุข ด้วยการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรณีประชาชนผู้มีสิทธิ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง สามารถเข้ารับการรักษาที่ใดก็ได้ และยกเลิกการใช้ใบส่งตัวของผู้ป่วย ในกรณีมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่รักษาพยาบาล โดยมีรายละเอียดการคลายล็อก ดังนี้




ประชาชนสามารถรับการรักษาพยาบาลที่ใดก็ได้ โดยทดลองให้ประชาชนในกรุงเทพมหานคร สามารถไปรับบริการที่ “หน่วยบริการชุมชน อบอุ่น” ประกอบด้วย คลินิกชุมชนอบอุ่น และหน่วยบริการเฉพาะทางชุมชนอบอุ่น ได้ทุกแห่ง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ใช้สิทธิบัตรทองจะถูกจับคู่กับหน่วยบริการประจำหรือคลินิก เพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่นโยบายใหม่นี้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่กทม. จะสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่หลากหลายมากขึ้น โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสปสช. ตั้งเป้าที่จะประสานหน่วยบริการจำนวน 500 แห่ง ให้มาเป็น “หน่วยบริการชุมชนอบอุ่น” ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 เป็นต้นไป โดยผู้ใช้สิทธิบัตรทองในกทม. จะสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการชุมชนอบอุ่นในเขตของตัวเองได้ทุกแห่ง และสามารถนัดหมายการเข้ารับบริการล่วงหน้าได้ โดย สปสช. ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย พัฒนาระบบนัดหมายการเข้ารับบริการล่วงหน้าผ่าน App เป๋าตัง ซึ่งจะเริ่มให้บริการในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน และจะขยายไปในกลุ่มผู้ป่วยนอกทั้งหมด ในระยะต่อไป

“ผู้ป่วยใน”ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวอีกต่อไป ทั้งนี้ “ใบส่งตัว” เป็นเอกสารที่ใช้สื่อสารลักษณะโรค อาการป่วย การรับการรักษาเบื้องต้น ซึ่งที่ผ่านมา หากหน่วยคลินิกวินิจฉัยและส่งตัวผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ผู้ป่วยต้องไปรับใบส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลก่อน ซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก

แต่นโยบายใหม่นี้หากผู้ป่วยไปรับบริการที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพแล้ว โรงพยาบาลวินิจฉัยว่าต้องแอดมิท ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทันที โดยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวอีก เนื่องจาก สปสช. จะจัดทำระบบออนไลน์เพื่อเชื่อมต่อข้อมูล ระหว่างคลินิกกับโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเองโดยอัตโนมัติ



ประชาชนแจ้งย้ายหน่วยบริการเมื่อใด รักษาที่ใหม่ได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อผู้ใช้สิทธิบัตรทองขอย้ายหน่วยบริการ จะต้องรออีก 15 วัน จึงจะไปรักษาที่หน่วยบริการแห่งใหม่ได้ แต่นโยบายใหม่ผู้ป่วยไม่ต้องรอ 15 วันอีกต่อไป ซึ่งหากมีความประสงค์ที่จะย้ายเมื่อใด ก็สามารถไปรักษาที่ใหม่ได้ทันที

และผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพและไม่แออัด ซึ่งมะเร็งเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ให้กับประชาชนอย่างมาก เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตสูง ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย และที่สำคัญคือ โรงพยาบาลบางแห่งเท่านั้นที่มีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็ง จึงเกิดปัญหาในการเข้ารับบริการ เกิดความแออัด ต้องรอการนัดหมายที่ค่อนข้างนาน ซึ่งเมื่อผู้ป่วยเข้าถึงบริการรักษาล่าช้า ก็อาจทำให้มะเร็งลุกลามได้โดยไม่จำเป็น ทาง สปสช. จึงมีแนวคิดในการยกระดับการรักษาใหม่ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง หน่วยบริการผู้วินิจฉัยจะส่งข้อมูลผู้ป่วยมายัง สปสช. เพื่อให้ สปสช.ประสานจัดหาโรงพยาบาลที่ไม่แออัด และมีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็งประเภทนั้นๆได้ทันที ประชาชนก็จะได้รับบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งบริการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน พร้อมด้วยการติดตามอาการและแนะนำการทานยาผ่านระบบสื่อสารทางไกล หรือTelehealth ภายใต้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ทั้งนี้นายอนุชา กล่าวย้ำว่า การคลายล็อกข้อจำกัดต่างๆของบัตรทองในครั้งนี้ คือนโยบายของรัฐบาลในความพยายามที่จะยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อการดูแลรักษาพยาบาลที่ดี มีมาตรฐาน และสะดวกสำหรับประชาชนคนไทยทุกคน



ขอบขอบคุณข้อมูลจาก:innnews

โพสต์โดย : monnyboy