Social :



เลิกกังวน เปอร์น้อยมากที่งูจะโพล่ขึ้นมาจากส้อม

26 พ.ค. 59 13:54
เลิกกังวน เปอร์น้อยมากที่งูจะโพล่ขึ้นมาจากส้อม

เลิกกังวน เปอร์น้อยมากที่งูจะโพล่ขึ้นมาจากส้อม


เลิกกังวน เปอร์น้อยมากที่งูจะโพล่ขึ้นมาจากส้อม

นายมนตรี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญสัตว์เลื้อยคลาน ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า การที่งูเห่าเข้าไปอยู่ตามชักโครกก็เพราะงูเห่าถูกมนุษย์รุกรานโดยการเข้าไปสร้างบ้านในพื้นที่ที่งูอาศัยอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ราบ โดยในการสร้างบ้านเรือนจะต้องมีการวางระบบท่อ และบ่อส้วมซึม ซึ่งมีการขุดบ่อด้านนอกและใช้ฝาปิด หากเกิดการชำรุดขึ้น งูอาจเลื้อยเข้าไปกินหนูที่อยู่ตามท่อแล้วหาทางกลับออกมาไม่ได้ จึงต้องออกมาทางชักโครกหรือคอห่านแทน นอกจากนี้ยังมีกรณีที่งูอาจจะเลื้อยเข้ามาจากทางอื่นแล้วมาหลบอยู่ในชักโครกก็เป็นได้ สังเกตได้ว่าบ้านที่พบงูเห่ามักเป็นบ้านที่อยู่ในพื้นที่รกร้าง ติดสวน หรือนาข้าว

          ส่วนวิธีป้องกันไม่ให้งูเข้าบ้าน รวมทั้งวิธีรับมือเมื่อเจองูในบ้านแล้ว ตลอดจนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากถูกงูกัด ควรทำอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานได้แนะนำไว้ดังนี้

ไขข้อสงสัย ทำไมงูชอบโผล่ขึ้นมาจากชักโครก

            วิธีป้องกันไม่ให้งูเข้าบ้าน  

          1. ควรเก็บข้าวของและดูแลบริเวณบ้านไม่ให้รก
 
            2. ตัดแต่งต้นไม้ให้โปร่ง  

            3. อย่าปลูกต้นไม้ชิดรั้ว กำแพง หรือตัวบ้านมากเกินไป เพราะงูมักจะหลบอยู่บริเวณนั้น โดยเฉพาะงูเห่าที่ตามธรรมชาติจะชอบเลื้อยเลาะไปตามกำแพง หากปลูกต้นไม้ชิดตัวบ้านจะทำให้มองไม่เห็น  

            4. โรยกำมะถัน ปูนขาว หรือใช้น้ำมันเครื่องราดในบริเวณที่งูชอบเลื้อยเข้ามาได้ เพราะงูจะไม่ชอบสารเคมีพวกนี้
 
            5. เลี้ยงห่านไว้นอกบ้าน เพราะห่านจะกินงูตัวเล็ก ๆ เป็นอาหาร


ไขข้อสงสัย ทำไมงูชอบโผล่ขึ้นมาจากชักโครกไขข้อสงสัย ทำไมงูชอบโผล่ขึ้นมาจากชักโครก

            วิธีรับมือเมื่อเจองูในบ้านแล้ว

            1. ตั้งสติก่อน ห้ามทำร้ายงู

          2. ดูว่าเป็นงูชนิดไหน
 

            3. เรียกเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น มูลนิธิ หรือกู้ภัยต่าง ๆ เข้ามาช่วยจับ  

            * ห้ามตีหรือทำร้ายงูเด็ดขาด โดยเฉพาะในพื้นที่แคบ ๆ อย่างห้องน้ำ เพราะอาจถูกงูฉก หรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ไขข้อสงสัย ทำไมงูชอบโผล่ขึ้นมาจากชักโครก

            วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัด

            1. ใช้เชือก หรือผ้า รัดแขนหรือขา ระหว่างแผลงูกัดกับหัวใจ ป้องกันไม่ให้พิษงูถูกดูดซึมเข้าร่างกาย

            2. คลายเชือกทุก ๆ 15 นาที จนกว่าจะถึงสถานพยาบาล

            3. พยายามเคลื่อนไหวแขน หรือขาส่วนที่ถูกงูกัดให้น้อยที่สุด  

         4. จัดตำแหน่งของส่วนที่ถูกงูกัดให้อยู่ระดับต่ำกว่าหัวใจ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพิษงู  

         5. ดูให้แน่ว่าเป็นงูชนิดไหน เพื่อที่จะได้แจ้งแพทย์ได้อย่างถูกต้อง

            6. อย่าดื่มแอลกอฮอล์ หรือยากระตุ้นประสาทเด็ดขาด
   
            7. ห้ามใช้มีดกรีดแผล เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น  

            8. ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดบาดแผล หากรู้สึกปวดให้กินพาราเซตามอลบรรเทาอาการได้ แต่ห้ามทานยาแอสไพรินเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกง่าย


          ไม่ว่าจะอยู่ในเหตุการณ์ไหนสิ่งสำคัญลำดับแรกที่ควรทำคือ "ตั้งสติ" และหากเห็นว่าเราไม่สามารถจัดการกับเจ้างูตัวนั้นได้ ก็ให้รีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาช่วยเหลือจะปลอดภัยที่สุด




อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

โพสต์โดย : tantan