menu โฉมงาม ผู้ สลักกลางหทัย พระพุทธเจ้าหลวง นิรันดร์...
date 10 ม.ค. 60 21:01    date อ่าน: 170 | หมวด: เรื่องลี้ลับ
facebook twitter google plus


โฉมงาม ผู้ สลักกลางหทัย พระพุทธเจ้าหลวง นิรันดร์...

"...พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์นั้น ผู้ใหญ่เล่าต่อๆกันมาว่าทรงพระโฉมงดงามและเป็นที่โปรดปรานสนิทเสน่หาในพระราชสวามีเป็นอย่างยิ่งว่ากันว่าถึงจะมีพระราชธิดาภายหลังพระองค์อื่นแต่โดยเหตุที่ทรงมีพระชันษาสูงกว่าพระองค์อื่นและทรงเป็นที่เกรงพระทัยของพระขนิษฐาสองพระองค์แม้พระองค์เจ้าสว่างวัฒนาจะทรงมีพระราชโอรสเป็นพระองค์ใหญ่แต่ก็ทรงเป็นป้าแท้ๆจึงว่ากันว่าหากยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่คงจะได้ทรงดำรงตำแหน่งพระอัครมเหสีใหญ่กว่าพระองค์อื่นที่สันนิษฐานกันดังนี้ท่านว่าสังเกตจากนัยของสร้อยพระนามพระราชธิดาที่ประสูติไล่เลี่ยกัน๓พระองค์คือ

๑.สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสุทธาทิพยรัตน์สุขุมขัตติยกัลยาวดีในพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรีซึ่งมีบันทึกไว้หลายแห่งแสดงว่าพระราชบิดาทรงโปรดปรานมากเพราะทรงเป็นเจ้าฟ้าหญิงพระองค์แรกและว่ากันว่าทรงละม้ายคล้ายกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีมาก

๒.สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์โสภางค์ทัศนิยลักษณ์อรรควรราชกุมารีในพระองค์เจ้าสุนันทาฯ

๓.สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุรัดมณีมัยประไพพรรณพิจิตรนริศรราชกุมารีในพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีประสูติวันที่๑๙ธันวาคมพ.ศ.๒๔๒๑

ทั้งสามพระองค์นั้นสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์ฯทรงมีสร้อยพระนามว่า"อรรควรราชกุมารี"อันมีนัยว่าทรงเป็นพระราชธิดาในพระอรรคมเหสี...

ทั้งพระอุปนิสัยของพระองค์เจ้าสุนันทาฯนั้นก็ว่ากันว่าทรงมีพระปรีชาสามารถฉลาดเฉียบแหลมและในบางครั้งก็ทรงเด็ดขาดในการปกครองผู้คนบริวารดังที่กลอนสังเกตพระอัธยาศัยเจ้านายกล่าวไว้ว่า"พูดจากระจัดกระจ่างองค์นันทา"(กลอนนี้แต่งเมื่อพระองค์เจ้าสุนันทาฯพระชันษา๘ปี)แสดงว่าทรงพูดจาเป็นเรื่องราวเป็นหลักฐานมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์พระชันษาเพียง๗-๘ขวบ

เมื่อพ.ศ.๒๔๒๒พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินประพาสบางปะอินและจะทรงประทับแรมที่นั่นพร้อมด้วยพระมเหสีเทวีทุกพระองค์เวลานั้นพระองค์เจ้าสุนันทาฯทรงมีพระชันษา๒๑พระบรมราชสวามีทรงมีพระชนมายุ๒๘

คืนก่อนวันตามเสด็จฯพระองค์เจ้าสุนันทาฯทรงเล่าให้เจ้านายใกล้ชิดซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือพระองค์เจ้าประดิษฐาสารีพระน้องนางเธอพระองค์หนึ่งฟังว่าทรงพระสุบินไปว่าพระองค์พร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ฯทรงพระดำเนินข้ามสะพานแห่งหนึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าฯบังเอิญพลาดพลัดตกลงไปในน้ำทรงคว้าพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้าฯไว้ได้ครั้งหนึ่งแต่แล้วก็ลื่นหลุดพระหัตถ์ไปอีกทรงตามไขว่คว้าจนพระองค์เองตกลงไปในน้ำด้วย

ทั้งๆที่ทรงหวั่นพระทัยก็มิได้ทรงกราบบังคมทูลพระราชสวามีให้กังวลพระราชหฤทัยคงตามเสด็จไปตามพระราชประสงค์

วันเสด็จนั้นขบวนเรือพระประเทียบของพระมเหสีเทวีออกจากพระนครล่วงหน้าไปก่อนส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจะเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือยนต์พระที่นั่งตามไปทีหลังขบวนเรือพระประเทียบนั้นพระมเหสีเทวีประทับเรือพระประเทียบพระองค์ละลำพร้อมด้วยพระราชธิดาพระราชโอรสของแต่ละพระองค์เรือพระประเทียบลำหนึ่งก็มีเรือยนต์ลำหนึ่งลากจูงไปขบวนเรือเสด็จฝ่ายในออกจากพระนครประมาณแปดโมงเช้ากว่าๆเรือยนต์พระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงออกจากพระนครราวเก้าโมงครึ่งเมื่อเรือพระประเทียบของพระองค์เจ้าสุนันทาฯถึงบางพูดก็เกิดอุบัติเหตุล่มลง

ตามปากคำพระยามหามนตรีกราบบังคมทูลเรื่องละเอียดดังนี้

"เรือราชสีห์ซึ่งจูงเรือพระองค์เจ้าสุขุมาลนั้นไปหน้าใกล้ฝั่งตะวันออกเรือโสรวารซึ่งพระมหามนตรีไปจูงเรือพระองเจ้าเสาวภาตามไปเป็นเรือที่สองแนวเดียวกันเรือยอร์ชสมเด็จกรมหลวงซึ่งจูงเรือกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูรไปทางฝั่งตะวันตกแล่นตรงกันกับเรือราชสีห์แล้วเรือปานมารุตแล่นสวนขึ้นมาช่องกลางห่างเรือโสรวารสัก๑๐ศอกพอเรือปานมารุต(ซึ่งจูงเรือพระองค์เจ้าสุนันทาฯ)แล่นขึ้นไปใกล้เรือราชสีห์ก็เบนหัวออกเรือพระประเทียบของพระองค์เจ้าสุนันทาฯเสียท้ายปัดไปทางตะวันออกศีรษะเรือโดนข้างเรือโสรวารทำให้น้ำเป็นระลอกปะทะกันกดศีรษะเรือพระประเทียบจมคว่ำลง"

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงขณะนั้นเพิ่งเสด็จถึงบางตลาดยังไม่ทันถึงที่เกิดเหตุเมื่อทรงทราบเรื่องราวจึงรีบเสด็จขึ้นไปแต่พระองค์เจ้าสุนันทาฯและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเสด็จสิ้นพระชนม์แล้วจึงโปรดเกล้าฯให้เชิญพระศพกลับพระนครในเวลา๔ทุ่มครึ่งทรงโศกเศร้าเสียพระทัยมากประทับมาในเรือลำเดียวกับเรือเชิญพระศพว่ากันว่าทรงพระกันแสงมาก

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี(เจิมแสงชูโต)ขณะนั้นยังเป็นจมื่นไวยวรนารถเล่าไว้ในประวัติของท่านเองว่า
"ลุปีมะโรงโทศกจุลศักราช๑๒๔๒พุทธศักราช๒๔๒๓เมื่อได้เกิดอุบัติพลวะเหตุเรือล่มและสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์กับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์สิ้นพระชนม์ชีพ
พระยามหามนตรี(อ่ำ)ผู้บังคับการทหารหน้าต้องโทษรับพระราชอาญาแล้วในระหว่างนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปริวิโยคมีความโศกเศร้าเป็นอันมากจนไม่มีใครจะเข้ารอพระพักตร์ได้และมีพระกระแสรับสั่งให้ปิดพระทวารกั้นเป็นพิเศษมิให้ข้าราชการฝ่ายในออกมาพลุกพล่านรบกวนได้มีแต่เจ้าหมื่นไวยวรนารถและพวกมหาดเล็กคอยตั้งเครื่องอานรับใช้เพียงหกเจ็ดคนเท่านั้นขณะที่ทรงได้ยินเสียงกลองชนะประโคมพระศพขึ้นครั้งไรก็ทรงพระกรรแสงพิลาปร่ำรำพันไปต่างๆนานาจนกระทั่งทรงประชวรพระวาโยไปเจ้าหมื่นไวยวรนารถก็เข้านวดฟั้นคั้นพระบาทและคอยเอาน้ำหอมกับทรงดม(ยาดม)รอพระนาสิกให้คลายพระประชวร"

เมื่อพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์แล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้โปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชเทวีตำแหน่งเอกอัครมเหสีพระองค์แรกและโปรดเกล้าฯสถาปนาพระองค์เจ้าสว่างวัฒนาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชเทวีพระองค์ต่อไปกับสถาปนาพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรีและพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีพระภรรยาเจ้าอีกสองพระองค์ขึ้นเป็นพระนางเธอพระองค์เจ้าฯ

เหตุจากเรือพระประเทียบล่มครั้งนั้นทำให้มีเสียงลือซุบซิบกันในหมู่ชาววังว่าเป็นการกลั่นแกล้งให้เรือล่มโดยเสียงลือนั้นแบ่งเป็นสองกระแสคือกระแสหนึ่งมุ่งไปทางเจ้าคุณพระประยูรวงศ์พระสนมเอกอีกกระแสหนึ่งมุ่งไปทางสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุดังข้อความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาที่พระราชทานไปยังเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าหลวงเมืองเชียงใหม่อยู่มีความว่า
"...เราไม่ว่าเป็นการแกล้งฆ่า...เห็นว่าเป็นเหตุที่เผอิญจะเกิดเป็นขึ้นให้เป็นช่องที่จะให้อคติเดินได้สะดวกตามประสงค์..."

โดยเฉพาะสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯพระพันปีหลวงในรัชกาลที่๖นั้นเวลานั้นพระชันษาเพิ่งจะ๑๗และยังทรงเป็น"พี่น้องท้องเดียวกัน"กับสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯแต่มาภายหลังเมื่อทรงเจริญในพระอิสริยยศยิ่งกว่าพระภรรยาเจ้าพระองค์ใดๆอาจเป็นเหตุให้มาลือกันผิดๆในหมู่ชาววังผู้ต่างคนต่างก็มี"เจ้านาย"ของตนแบ่งแยกกันเป็นพรรคเป็นพวก

ซึ่งฝ่ายในนั้นเป็นเมืองของผู้หญิงเมื่อผู้หญิงอยู่รวมกันมากๆพอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็อดพูดวิพากษ์วิจารณ์ซุบซิบกันไม่ได้

ส่วนเจ้าคุณพระประยูรวงศ์นั้นที่มีเสียงลือมุ่งไปทางท่านก็เพราะว่าท่านเป็นหลานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์อีกทั้งท่านยังเป็นพระสนมเอกคนแรกคู่ทุกข์คู่ยากตั้งแต่ยังมิได้เสด็จขึ้นเสวยราชย์
ที่สำคัญอีกอย่างก็คือตามประวัติของท่านและเท่าที่ชาววังพูดถึงท่านเล่ากันว่าท่านเป็นคน"แข็ง"และแกว่นกล้าแม้แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเองก็ทรงเกรงใจในประวัติของท่านตอนหนึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่าครั้งหนึ่งท่านเคยขัดใจกับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงท่านออกปากว่าจะไม่เหยียบแผ่นดินของพระจุลจอมเกล้าฯพอท่านจะลงจากตำหนักท่านก็แกล้งเรียกวอให้มาเทียบก้าวจากตำหนักก็ขึ้นวอโดยไม่ต้องเหยียบแผ่นดินจริงๆมิหนำซ้ำเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯสวรรคตและพระโกศยังประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวังความที่ทรงเสน่หาอาลัยเป็นกำลังบางวโรกาสถึงกับเสด็จไปทรงเปิดพระโกศทอดพระเนตรพระศพ

พระอาการดังนี้อาจทำให้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์"ขวาง"ขึ้นมาจึงจัดให้ข้าหลวงในตำหนักของท่านเล่นละครเรื่องลักษณวงศ์เลือกเอาตอนพระลักษณวงศ์หลบเข้าไปในฉากเปิดพระโกศนางทิพเกสรซึ่งมีบทร้องว่าดังนี้

"ส่วนพระจอมหลักโลกยิ่งโศกเศร้า
เสด็จเข้าเคียงโกศไม่วายหวัง
ชักวิสูตรรูดรายพระฉายบัง
พิลาปหลั่งชลเนตรลงเนืองนอง
เปิดพระโกศมิ่งมิตรพิศพักตร์
โศกสลักทรวงไหม้ฤทัยหมอง
สะอื้นอ้อนกรกอดพระโกศทอง
ชลเนตรตกต้องพระปรางนาง
เอาผ้าทรงลงเช็ดชลเนตร
ภูวเรศมิได้คิดอางขนาง
สะอื้นโหยโรยแรงกรรแสงพลาง
โอ้ว่าปรางแม่ยังอุ่นละมุนมือ
พระน้องแก้วอยู่ไยในพระโกศ
ฯลฯ"

แล้วพวกชาววังก็ได้นำไปร้องต่อว่ากันว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงยินบทร้องนี้พระองค์จะกริ้วมากแล้วทรงสั่งห้ามมิให้ร้องต่อไปอีกอาจเป็นเพราะเรื่องนี้มาประสมเข้าเลยทำให้เกิดลือว่าเจ้าคุณพระประยูรวงศ์หึงหวงแล้วเลยลือเรื่อยไปถึงขนาดว่าที่เรือล่มเป็นเพราะการกลั่นแกล้งเข้าทำนองมีเชื้อเพียงนิดเดียวไฟอาจลุกลามได้ใหญ่โต...

เมื่อโปรดเกล้าฯสถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาขึ้นเป็นเอกอัครมเหสีแล้วสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศก็ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่"หน่อพระพุทธเจ้า"แต่ยังมิได้ทรงเป็นรัชทายาทด้วยเวลานั้นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญยังเสด็จอยู่ในฐานะพระมหาอุปราชจนกระทั่งต่อมาเมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคตในพ.ศ.๒๔๒๘จึงได้โปรดเกล้าฯให้ยุบตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศมีพระชนมายุได้๘พรรษาปีรุ่งขึ้นพ.ศ.๒๔๒๙จึงได้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของสยาม....."

ที่มา:จากหนังสือเลาะวัง(เล่ม๓)เขียนโดยจุลลดาภักดีภูมินทร์,ร้อยเรื่องราวไปกับเจ้าประคุณปราบสุราพินาศ






โพสต์โดยสมาชิก : nampuengeiei9760



menu ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ