menu ความรู้เรื่อง เปรต จากพระไตรปิฎก
date 10 ม.ค. 60 21:01    date อ่าน: 864 | หมวด: เรื่องลี้ลับ
facebook twitter google plus


ความรู้เรื่อง เปรต จากพระไตรปิฎก

ความรู้เรื่อง"เปรต"จากพระไตรปิฎก

เปรตคือสัตว์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยมารดาบิดา(โอปปาติกะ) ท่านว่าเปรตเกิดจากคนเราในสมัยที่เป็นมนุษย์ชอบประกอบอกุศลกรรมเป็นอาจิณหลังจากที่ได้ตายไปแล้วและไปอุบัติเป็นสัตว์นรกเสวยทุกข์เวทนาเป็นเวลานานแสนนานพอหมดอายุขัยจากนรกแล้วด้วยเศษอกุศลกรรมที่ยังเหลืออยู่ก็จะส่งผลให้ไปอุบัติเป็นชีวิตใหม่อีกรูปแบบหนึ่งเพื่อเสวยทุกขเวทนาบนโลกมนุษย์มีชื่อเรียกว่า"เปรตวิสัย" 

ในพระไตรปิฎกกล่าวว่าเปรตเหล่านี้มีรูปร่างและลักษณะการเสวยทุกข์เวทนาจะแตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรรม(การกระทำ)ของแต่ละบุคคลเช่นเปรตบางตนเมื่อครั้งเป็นมนุษย์เคยประกอบอาชีพฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นอาจิณหลังจากหมดอายุขัยในนรกแล้วก็ไปอุบัติเป็นเปรตที่มีรูปร่างเป็นก้อนเนื้อให้นกกาจิกแทะกลางอากาศเปรตบางตนมีรูปร่างสวยงามแต่กลิ่นปากเน่าเหม็นคละคลุ้งเพราะในสมัยมีชีวิตอยู่แม้จะประกอบกุศลกรรมบ้าง(ทำให้ร่างกายสวยงาม)แต่ปากคอระรานชอบด่าว่าผู้ทรงศีลเลยเกิดมาเป็นเปรตรูปร่างสวยงามแต่ปากเหม็นเป็นต้นสรุปคือรูปร่างของเปรตแต่ละตัวล้วนแตกต่างกันไปตามอำนาจปรุงแต่งของกรรมที่ตนทำไว้นั่นเองหาใช่มีแต่เปรตตัวสูงเท่าต้นตาลปากเท่ารูเข็มอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจเท่านั้นไม่ 

ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวของเหล่าสาวกทั้งบรรพชิตและฆราวาสมากมายที่ได้พบเห็นเปรตและมีโอกาสได้สนทนาด้วย ในการสนทนาส่วนใหญ่เปรตก็มักจะเล่าถึงเหตุผลของการที่ตนเองต้องมาเกิดเป็นเปรตรับทุกข์ทรมานและมีสภาพที่น่าสมเพชเวทนาเช่นนี้ว่าเกิดจากในสมัยที่ตนเป็นมนุษย์ได้กระทำกรรมชั่วอะไรไว้บ้างและในตอนท้ายของการสนทนาเปรตก็มักจะขอร้องให้มนุษย์ที่ตนสนทนาด้วยให้ช่วยทำบุญให้ทานอุทิศส่วนกุศลไปให้เปรตบ้างเมื่อเปรตเหล่านี้ได้รับการอุทิศส่วนกุศลจากมนุษย์แล้วชีวิตของตนก็พ้นจากความทุกข์เวทนาจากเศษกรรมที่ยังเหลืออยู่มีความปีติยินดีไปอุบัติเป็นสัตว์โอปปาติกะขนิดใหม่ที่ดีขึ้นเช่นเทวดาเป็นต้น 

ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์เองก็ทรงไม่สนับสนุนให้ชาวพุทธไปเที่ยววุ่นวายกับเรื่อง"เปรต"ให้เสียเวลา 
เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของประสบการณ์เฉพาะตนที่ไม่สามารถจะนำไปยืนยันหรือพิสูจน์ให้ทุกๆคนได้เห็นตามได้อีกทั้งการที่ไปวุ่นวายเรื่องเหล่านี้ยังเป็นการเสียเวลาไม่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์อีกด้วยยกตัวอย่างกรณีท่านพระมหาโมคคัลลานะที่เล่าให้เพื่อนภิกษุฟังว่าตนมองเห็นเปรตที่เขาคิชฌกูฏเพียงเท่านั้นเองบรรดาเพื่อนพระภิกษุหลายรูปที่ไม่สามารถเห็นตามได้ต่างก็เพ่งโทษพระมหาโมคคัลลานะว่ากล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม(อวดคุณวิเศษว่าตนมีตาวิเศษสามารถมองเห็นเปรตได้อะไรทำนองนี้)จนพระพุทธองค์ต้องมาช่วยตรัสรับรองความบริสุทธิ์ใจของพระมหาโมคคัลลานะว่าสิ่งที่พระมหาโมคคัลลานะท่านได้เล่าให้ฟังนั้นเป็นสิ่งที่ท่านได้เห็นมากับตาจริงๆท่านไม่มีเจตนาที่จะอวดฤทธิ์แต่อย่างใดจึงไม่ต้องอาบัติ 

แม้พระพุทธองค์เองก็ตรัสว่าท่านก็เคยได้เห็นเปรตเช่นเดียวกันแต่การที่ท่านไม่ได้เล่าให้ใครฟังก็เพราะว่าการกระทำเช่นนั้นจะก่อให้เกิดความแคลงใจสงสัยสำหรับผู้ที่ไม่มีความเชื่อ อันจะก่อให้เกิดผลเสียคือทำให้เขาไม่ศรัทธาในสาระสำคัญในพุทธศาสนาอีกต่อไปผู้นั้นจะเสียประโยชน์หมดโอกาสไปเปล่าๆดังจะขอยกพระพุทธดำรัสดังกล่าวมาอ้างดังต่อไปนี้ 

...ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อกาลก่อนเราก็ได้เห็นสัตว์(เปรต)นั้นแต่เราไม่ได้พยากรณ์(นำมาบอกเล่าหรือพูดคุย) 
ถ้าเราพยากรณ์สัตว์นั้นและคนอื่นไม่เชื่อเราข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์แก่เขาเหล่านั้น 
สิ้นกาลนาน.... 
(วินัยเล่ม๑ข้อ๒๙๕หน้า๔๒๗บรรทัดที่๒๒-๒๔) 

สรุปแล้วเรื่อง"เปรต"ควรเป็นเรื่องที่พอรู้ไว้ให้เป็นความรู้รอบตัว โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเที่ยวตามพิสูจน์หาความจริงแต่อย่างใด(เพราะอาจจะทำให้ถูกหลอกลวงจากผู้ที่ไม่ปรารถนาดี)ควรสนใจเฉพาะคำสอนที่เป็นสาระในพุทธศาสนาจะเป็นการปลอดภัยที่สุด 

สำหรับผู้ที่มีความเชื่อเรื่องนี้ก็ให้ยึดหลักการที่ท่านแนะนำไว้ให้แม่นๆว่าหน้าที่ของชาวพุทธคือศึกษาพัฒนาตนเอง ส่วนเรื่องเปรตหรือผีสางนางไม้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรเสียเวลาไปเที่ยวพิสูจน์ดังที่กล่าวมาข้างต้นเพราะถึงแม้ท่านจะสามารถพิสูจน์เห็น"เปรต"มาได้ด้วยตนเองแล้ว(ด้วยการฝึกฝนจิตตนเองหรือด้วยเหตุปัจจัยอันใดก็แล้วแต่)แต่คนสมัยใหม่ที่เขาเชื่อเรื่องของเหตุผลเขาก็จะด่วนสรุปทันทีว่าท่านเป็นคนงมงายแม้ว่าท่านจะนั่งยันนอนยันว่าเห็นมากับตาสักเท่าไรก็ตามที 

แม้พระพุทธองค์ท่านยังรู้ขอบเขตไม่เน้นสอนเรื่องเหล่านี้คงเพียงแค่กล่าวผ่านๆรับรองว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงเท่านั้น เพราะถ้าหากขืนไปเน้นพูดถึงเรื่องนี้มากๆผู้คนก็จะพาหลงทิศหลงทางจากหลักธรรมได้ง่ายๆ(เพราะมัวแต่ไปตระเวนตามล่าเปรตสุดขอบฟ้า)ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็จะคิดดูหมิ่นดูแคลนพุทธศาสนากล่าวหาว่าสอนแต่เรื่องงมงายไปเลยจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าไปยุ่งกับมันมากๆจะก่อให้เกิดผลเสียต่อพระพุทธศาสนาในระยะยาว(พุทธศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เสื่อมขนาดหนักก็เพราะเน้นสอนเรื่องอิทธิปาฎิหาริย์ผีสางเทวดานั่นเองท่านสามารถศึกษาบรรยากาศของพุทธศาสนาในสมัยนั้นได้จากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน) 

สมมุติว่าวันดีคืนดีท่านเกิดไปเดินเจอเปรตตัวจริงที่ไหนเข้าท่านก็รู้หลักการจากพระไตรปิฎกแล้วว่าควรปฏิบัติอย่างไร นั่นคือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตให้ท่านถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย 

อันที่จริงไม่ใช่เพียงแต่เปรตอย่างเดียวเท่านั้นที่ต้องการบุญกุศลจากมนุษย์ แม้เทวดาทั้งหลายก็ยังต้องการบุญกุศลจากมนุษย์เช่นเดียวกันเพราะสัตว์เหล่านี้หมดโอกาสที่จะได้ทำบุญกุศลแล้วมนุษย์คือสัตว์ชนิดเดียวที่มีโอกาสประกอบคุณงามความดีได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดมนุษย์จึงไม่ควรสยบยอมอยู่ใต้อำนาจผีสางเทวดาเที่ยวไปหมอบคลานกราบไหว้ผีสางเทวดาเพื่อขอพึ่งพาอาศัยให้เป็นที่น่าอนาถใจ 

มนุษย์ควรมีศักดิ์ศรีของตนเองควรพัฒนาตนเองให้ประเสริฐให้ผีสางเทวดามากราบไหว้ ทำตัวให้เป็นที่พึ่งของเจ้าพ่อเจ้าแม่ยังจะดีเสียกว่าไปพึ่งพาสิ่งเหล่านี้นี้ถ้าหากคนไทยสามารถปฎิวัติความคิดของตนเองเช่นนี้ประเทศไทยก็จะได้พ้นจากอำนาจผีสางเทวดาเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ครองเมืองกันมานานพุทธศาสนาของเราจะได้รุ่งเรืองกันเสียที 


ที่มาจาก www.bbznet.com






โพสต์โดยสมาชิก : nampuengeiei9760



menu ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ