menu ศพมหัศจรรย์
date 22 เม.ย. 59 14:27    หมวด: เรื่องลี้ลับ
facebook twitter google plus
ศพมหัศจรรย์

            ช่วงหนึ่งในวัยเด็ก  ผมใช้ชีวิตอยู่ที่หาดใหญ่  คือใน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในช่วงกำลังก่อสร้าง  ยังไม่เจริญหูเจริญตาอย่างในปัจจุบันหรอก ตอนนั้นผมอยู่ในวัยกำลังเล่นกำลังซน  จึงเที่ยวเล่นซุกซนไปตามประสา ที่แห่งหนึ่งที่ผมชอบไปเที่ยววิ่งเล่นซุกซน คือ ในสำนักสงฆ์โคกนาว  ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งถนนกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สำนักสงฆ์โคกนาวสมัยนั้นยังรกครึ้มไปด้วยแมกไม้  เพราะสำนักสงฆ์แห่งนี้แต่เดิมเป็นเพียงสุสานฝังศพเท่านั้น  แต่เมื่อมีพระรูปหนึ่งมาปักหลักทำกรรมฐานอยู่ บรรดาอุบาสกอุบาสิกาในถิ่นนั้น  ก็เลยพร้อมใจกันถวายเป็นสำนักสงฆ์  และตั้งใจว่าต่อไปจะวัดได้พัฒนาขึ้นเป็นวัด แต่แล้วก็ไม่สามารถจะตั้งเป็นวัดได้  เนื่องจากเนื้อที่ของสำนักสงฆ์มีน้อย  ไม่เข้าเกณฑ์ตามที่กรมศาสนาวางระเบียบไว้บรรยากาศภายในวัดสมัยนั้นเงียบสงบจนดูวังเวงน่ากลัวมาก แต่ที่พวกผม  (หมายถึงพวกผม

ละเด็ก ๆรุ่นเดียวกัน) ชอบไปเที่ยว ก็เพราะว่าที่นั่นมีพระใจดี   พูดคุยสนุกอยู่รูปหานึ่ง  ท่านมีขนมแจกพวกเด็ก ๆ ทุกวัน พระรูปานั้นก็คือ  พระอาจารย์ตั้ง ผลธัมโม  ซึ่งบัดนี้ได้มรณภาพไปแล้ว ละทิ้งไว้แต่คุณงามความดีให้ชนรุ่นหลังได้รำลึกถึง และทางสำนักสงฆ์ก็ได้ทำรูปเหมือนของหลวงปู่ท่านไว้ เพื่อให้ผู้ที่เคารพนับถือท่านได้ไปกราบไหว้บูชา

            ความทรงจำในวัยเด็กของผมได้ซึมซับหลายสิ่งหลายอย่าง  จากที่นั่นไว้มากพอสมควร  และแน่นอนในบรรดาความทรงจำที่ผมรับไว้ได้นั้น  ต้องมีคุณงามความดีและเรื่องราวของหลวงปู่ตั้งท่านอยู่ด้วยเป็นแน่  อีกอย่างหนึ่งที่ผมจดจำได้ไม่แพ้เรื่องราวของหลวงปู่ตั้งท่านอยู่ด้วยเป็นแน่  อีกอย่างหนึ่งที่ผมจดจำได้ไม่แพ้เรื่องราวของหลวงปู่ตั้ง  ก็คือเรื่องศพของแม่ชีรูปหนึ่ง  ซึ่งบรรจุว้าในในโกศในสุสานเก็บศพหลังวัด
 ที่ผมจดจำเรื่องนี้ได้ดี  ก็เพราะว่าสมัยนั้นเป็นที่ฮือฮากันว่าศพแม่ชีรูปนั้นมหัศจรรย์ยิ่ง คือ แม้ตายไปนานแล้ว  แต่ศพยังไม่เน่าเปื่อย  แถมผมและฟันยังงอกยาวยิ่งขึ้น ๆ เหมือนกับคนยังมีชีวิตอยู่ ครั้งนั้นมีผู้คนเดินทางมาจากที่ต่างๆ มากมาย  เพื่อมาดูความมหัศจรรย์ที่ศพของแม่ชี  ซึ่งบรรจุไว้ในท่านั่งขัดสมาธิในโกศ  หน้าโกศติดกระจกให้มองเห็นศพภาพในได้ชัด และก็เป็นดังคำล่ำลือจริงๆ  พวกเขาได้เห็นกันว่า ศพแม่ชีมีผมและฟันงอกยาวขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนยังมีชีวิตอยู่จริง ๆพวกเราจึงย้ายสนามเล่นจากในวัดมาป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ ที่ตั้งโกศใส่ศพแม่ชี เมื่อมีคนมาดูกันหลายๆ คน  เราก็จะตามไปดูด้วย  แต่ถ้าไม่มีใครมาถึงเรามีกันหลายคนก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้  เพราะในบรรดาพวกเราล้วนกลัวผีขึ้นสมองกันทุกคน

            กาลเวลาผ่านพ้นไปเป็นสิบ ๆ ปี บัดนี้ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว  เลิกกลัวผีแล้ว  (ยกเว้นตอนอยู่คนเดียวเงียบๆ) แต่เรื่องราวของศพแม่ชีที่สำนักสงฆ์โคกนาวยังไม่สิ้นกระแสล่ำลือ  เพียงแต่ซางซาลงไปนิดหน่อยเท่านั้น  ยังมีผู้คนไปดูอยู่ไม่ขาดระยะ  บางคนไปดูมาแล้วครั้งหนึ่ง  นานวันเข้าก็อยากจะไปดูอีก  เพื่อจะดูว่าผมและฟันงอกยาวขึ้นจริงๆ หรือเปล่า  โดยเขาจะจดจำภาพในครั้งแรกที่เห็นแล้วนำมาเปรียบเทียบกับภาพที่ไปเจอในครั้งหลัง  ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้วิธีนี้พิสูจน์

            ผลของการพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นดังคำกล่าวคำร่ำลือจริงๆ ศพแม่ชีที่ผมเห็นเมื่อตอนเป็นเด็ก มีผมยาวกว่าแม่ชี (โกนหัว) ธรรมดานิดหน่อยเท่านั้น  และฟันในปากก็มีไม่กี่ซี่  หักหายไปตามวัยชราก่อนตายของแม่ชีท่าน  แต่การไปเยี่ยมครั้งล่าสุด ผมต้องตกตะลึงเมื่อปรากฏว่าผมบนหัวของแม่ชียาวขึ้นเป็นปรกบ่าแล้ว  ซ้ำยังดำสนิท  จะที่ปากมีฟันงอกเต็มปากแล้ว  นี่เป็นเรื่องจริง   ที่มีอยู่จริง  ที่มีอยู่จริงและในปัจจุบันความจริวนี้ก็ยังคงปรากฏอยู่  จะมหัศจรรย์หรือไม่ก็แล้ว แต่จะคิดถึง  สำหรับผมพาให้รู้สึกแปลกใจไม่น้อย  ผมพยายามคิดหาเหาตุในทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนหลายข้อ  แต่ทุกข้อถูกปฏิเสธในทางเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น   จะว่ามีใครเอาศพไปใส่ฟันปลอมก็ใช่เหตุ  จะคิดว่ามีคนเอาน้ำยาย้อมผมมาย้อมผมก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน  หรือคิดให้เป็นเรื่องธรรมดาว่า ศพที่ค้างไว้นาน ๆ ก็จะมีผมมีฟันงอกขึ้นเอง  และร่างกายไม่เน่าเปื่อย  ก็ไม่เคยเห็น  เคยเจอแต่เก็บไว้เพียงไม่ถึงปีก็เหลือแต่กระดูก ผมเผ้าหายไปหมด  ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเช่นนี้เลย

            ผมคิดจะเอาเรื่องนี้มาเขียนเล่าสู่กันฟังมาช้านานแล้ว  เป็นครั้งแรกที่จับงานเขียนก็แทบจะว่าได้  แต่เนื่องจากว่าขาดหลักฐานและเหตุผลมาสนับสนุนและยังไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของแม่ชีท่านนั้น  จึงอดใจสืบหาอยู่นาน  เนื่องจากว่าหาดใหญ่เป็นเมืองใหญ่ เป็นแหล่งธุรกิจ  ผู้คนจึงหมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ ผู้ที่อยู่ติดถิ่นมาช้านานจริง ๆ หาแทบไม่ได้เลย  ผู้คนส่วนใหญ่เดินทางมาจากต่างถิ่น  มาทำมาหากินอยู่ที่นั้น  พวกเขาเหล่านี้จึงไม่ทราบความเป็นมาของแม่ชีดีพอ  ทราบเท่า ๆ กับที่ผมทราบ คือได้เห็นและได้ฟังเพียงคำร่ำลือต่อ ๆ กันมาเท่านั้น  ผมจึงไม่สามารถสืบสาวราวเรื่องจากใครได้  แต่ถึงอย่างไร  ทุกครั้งที่ผมแวะไปที่สำนักสงฆ์โคกนาว  ก็พยายามสืบถามผู้รู้อยู่เรื่อย ๆ หมายจะนำเรื่องนี้มาเปิดเผยสู่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย

            แล้วความพยายามของผมก็ประสบผล  เมื่อได้เจอกับท่านเจ้าสำนักรูปใหม่ซึ่งท่านเป็นหลานแท้ๆ ของเจ้าสำนักรูปเก่า  ท่านคือพระอธิการสิ่ง  ฐิตธัมโม ท่านเจ้าสำนัก (สงฆ์)ได้แนะนำให้ผมไปติดตามสืบถามเรื่องนี้ได้จาก  พระอาจารย์ทอง สุสังวโร  แห่งสำนักปฏิบัติธรรมป่ากอ  อำเภอนาม่อน  จังหวัดสงขลา  เพราะพระอาจารย์รูปนี้เป็นผู้ที่แม่ชีอุปถัมภ์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่  ความเป็นมาของแม่ชี  ท่านผู้นี้ทราบดีที่สุดและอาจจะเป็นผู้เดียว (ที่ยังมีชีวิตอยู่) ที่ทราบเรื่องราวนี้ดี

            ผมจึงจับรถตะบึงไปยังสำนักปฏิบัติธรรมป่ากอทันที  เมื่อไปถึงก็ได้พบพระอาจารย์ทอง  สมความตั้งใจ    พระอาจารย์ทอง สุสังวโร  เป็นพระสายวิปัสสนา  ที่น่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งรูปหนึ่ง  ท่านอาจจะเป็นรูปเดียวในประเทศเรา  ที่สมาทานไม่พูดคุยกับผู้หญิงและปฏิบัติได้เช่นนั้นมาตลอด ๕๐ กว่าปี  ที่ครองเพศบรรพชิตมา  พร้อมกันนั้นท่านก็ยังสมาทานถือมังสาวิรัติมาตลอดชีวิตบรรพชิตของท่าน  ปัจจุบันท่านมีอายุ  ๘๐กว่าปีแล้ว  แต่ร่างกายยังดูกระฉับกระเฉง  แข็งแรง  ผิวพรรณก็ดูสดใสอย่างเช่นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลทั้งหลาย  น้ำเสียงพูดคุยของท่านนุ่มนวลส่งถึงความเมตตาในจิตใจ

เป็นที่สุขใจของบุคคลที่ได้สนทนาด้วย พระอาจารย์ทองมีความสัมพันธ์กับแม่ชีรูปนี้ในฐานะโยมอุปัฏฐากกับพระภิกษุรูปหนึ่ง  และยังเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์ (กรรมฐาน) เดียวกันอีกด้วย  เรื่องของแม่ชีท่านจึงทราบดี  ทั้งที่รับทราบได้จากคำบอกเล่าของของแม่ชี และจากการได้ประสบมาด้วยตัวเอง  เพราะเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิตแม่ชีที่ได้เจอ  ท่านจึงสนองตอบความอยากรู้อย่าทราบของผมได้เป็นอย่างดี ท่านกรุณาเล่าให้ฟังตามที่ผมอยากทราบโดยละเอียด  และผมก็จะขอนำมาถ่ายทอดสู่ท่านทั้งหลาย ณ บัดนี้

            แม่ชีคนนี้ ชื่อ เนียร เป็นชาวสงขลาโดยกำเนิดเกิดในจวนท่านเจ้าเมืองสงขลา (ไม่แน่ใจในสมัยที่ใครเป็นเจ้าเมือง) เพราะมีพ่อเป็นคนครัวของท่านเจ้าเมือง  และแม่ก็เป็นข้าบริพารอยู่ในจวนของท่านเจ้าเมืองสมัยนั้น แม่ชีเนียรเป็นลูกคนโตของพ่อ แต่เป็นลูกคนรองของแม่  เพราะแม่ของท่านเคยมีลูกกับสามีเก่ามาคนหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะมาแต่งงากันคนครัวของท่านเจ้าเมือง ในวัยเยาว์แม่ชีมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมาก จึงเป็นที่โปรดปรานของท่านเจ้าเมืองและคุณหญิงยิ่งนัก  ถึงกับเรียกติดปากว่า “อีลูกหมา” ตามความรักของผู้เฒ่าสมัยนั้น เด็กหญิงเนียรลืมตามามองโลกได้ ๒ ปี ก็มีน้องชายคลานตามหลังออกมาอีกคนหนึ่ง ๒ พี่น้องจึงเติบโตขึ้นมาภายในอาณาบริเวณจวนของท่านเจ้าเมืองสงขลา แต่พอน้องชายของท่านอายุได้๗ ขวบ พ่อของท่านก็เสียชีวิตลงด้วยโรคลมปัจจุบัน ในขณะที่นั่งขูดเกร็ดปลาอยู่ในห้องครัว แม่ชีจึงกำพร้าพ่อมาตั้งแต่อายุ ๙ ขวบ ท่านเจ้าเมืองและคุณหญิงจึงไห้ความเมตตาชุบเลี้ยงลูกกำพร้าทั้งสองมาจนเติบใหญ่  และได้อบรมสั่งสอนข้อวัตรปฏิบัติตามธรรมเนียมของชาววัง เช่น ให้ใช้คำว่า “ใต้เท้า” กับเจ้านาย ใช้คำว่า “บ่าว” กับตัวเอง ให้รู้จักวิธีเข้าหาเจ้านายอย่างมีมรรยาท และสอนให้ไหว้พระสวดมนต์ ตักบาตรรพระ เข้าวัดทำบุญตั้งแต่ยังเยาว์วัย  แม่ชีอุปนิสัยหนักแน่นในศีลในธรรมมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ท่านถือมังสวิรัติ และสมาทานไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอนไม่ขาดมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

            เมื่ออายุล่วงได้สิบกว่าปี  เด็กหญิงเนียรก็สามารถปฏิบัติตามคำสั่งสอนของครูในจวนได้เป็นอย่างดี รู้จักใช้คำ “ใต้เท้า” กับเจ้านาย และใช้คำว่า “บ่าว” กับตัวเอง รู้จักวิธีเข้าไปหาเจ้านายอย่างมีมรรยาท ตอนนั้นในจวนของท่านเจ้าเมืองเลี้ยงนกไว้ดูเล่นหลายตัว  เพราะท่านเจ้าเมืองโปรดปรานนกยิ่งนัก  เด็กหญิงเนียรได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้ดูแลและให้อาหารพวกนกเหล่านั้น

            วันหนึ่งท่านเจ้าเมืองได้ให้อาหารนกเอง แล้วก็ออกไปว่าราชการ คุณหญิงไม่ทราบ ด้วยความเป็นห่วงนกจึงเข้ามาดู และถามเด็กหญิงเนียรว่า “ใครให้อาหารนกแล้วหรือยัง” ด้วยเหาตุว่าตอนนั้นเด็กหญิงได้เลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่ง เป็นแมวคราว (แมวคราวคือแมวพันธุ์ธรรมดานี่เองแต่สีหม่น คือขาวปนดำ) และตอนนั้นเด็กหญิงเนียรกำลังถึงเรื่องแมวอยู่พอดี จึงเผลอตอบไปว่า “แมวคราวให้กินแล้ว”

            คุณหญิงถามทาสคนอื่นได้ความว่า  ท่านเจ้าเมืองเป็นคนให้อาหารนกเอง  ก็โกรธเด็กหญิงยิ่งนัก เพราะถือว่า เด็กคนนี้เหิมเกริมใหญ่หาญเอาท่านเจ้าเมืองมาล้อเล่น  ถึงกับเรียกว่า “แมวคราว” การเรียกใครว่าแมวคราว  ภาษาท้องถิ่นภาคใต้สมัยนั้นคือว่าเป็นการดูหมิ่นอย่างแรง  เพราะเปรียบได้ว่าเป็นผู้เก่งทางด้านประจบสอพลอเจ้านายดังแมวคลอเคลียเจ้าของ จึงออกปากขับไล่เด็กหญิงเนียรกับแม่และน้องชายออกจากจวนไป (คุณหญิงคนนั้นคงเป็นคนเอาแต่ใจตามแบบฉบับของภริยาเจ้าขุนมูลนายผู้มากอำนาจทั่วไป)

            แม่ของเด็กหญิงเนียรจึงต้องอพยพลูกทั้งสองออกจากจวนของท่านเจ้าเมือง ได้ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง  ซึ่งมีบ้านอยู่ที่แถวๆ ชานเมืองสงขลานั่นเอง  ทำการทำงานรับจ้างหาเลี้ยงลูกไปตามประสา  จนกระทั่งเด็กหญิงเนียรเติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มตัวใครๆ ต่างพากันออกปากชมว่า  เด็กสาวคนนี้มีหน้าตางดงามยิ่งนัก  อีกทั้งมรรยาทก็อ่อนช้อย สมกับที่ได้อบรมมาจากจวนผู้ดี จึงมีชายหนุ่มในตระกูลสูงมาสนใจกันมากมาย

            อยู่มาวันหนึ่ง  ผู้เป็นแม่ใช้ท่าน (แม่ชีเนียรเมื่อยังเป็นสาวไปขอพลูจากเพื่อนบ้านคนหนึ่ง บังเอิญท่านไปพบภาพอันแสนเวทนาของลูกผู้หญิงเข้า  คือ ภาพหญิงออกลูกตายทั้งกลม (ตายขณะที่ลูกยังค้างอยู่ที่ปากช่องคลอด ) ทำให้ท่านเกิดความหวาดกลัวขึ้นอย่างแรง ถึงกับสาบานในใจว่าชาตินี้จะไม่ขอมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเด็กขาด เพราะกลัวจะมีท้อง และคลอดลูกตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้น  ท่านจึงไม่ได้รับคำจะแต่งงานกับชายหนุ่มคนไหน  แม้พวกเขาเหล่านั้นจะเพียรพยายามกันอย่างไร  ท่านยืนกรานปฏิเสธอยู่เช่นนั้น

            แต่ด้วยความห่วงใยในชีวิตลูกผู้หญิงของผู้เป็นแม่  ซึ่งถือมาแต่โบราณว่าหญิงสาวไม่ได้แต่งงานจะพาลลำบากในภายหน้า  จึงรุกเร้นให้ท่านแต่งงงานเป้ฯฝั่งเป็นฝาไปเสีย ครั้งแรกๆ ท่านก็ปฏิเสธ แต่หลาย ๆ ครั้งเข้าก็ไม่อยากจะให้ผู้เป็นแม่ขัดเคืองใจจึงตัดสินใจแต่งงานกับนายช่างชาวต่างประเทศคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาควบคุมการสร้างทางรถไฟสมัยนั้น  แต่มีข้อแม้ว่าจะไม่มีความสัมพันธ์กันเช่นสามีภรรยาทั่วไป  คือจะไม่มีเพศสัมพันธ์กัน ความอยากได้สาวงามมาครอบครอง  นายช่างคนนั้นจึงตกปากรับคำทั้งๆ ที่ไม่มั่นใจว่าจะรักษาคำมั่นสัญญาได้  แต่หลังจากแต่งงานใหม่ๆ เขาก็ตั้งมั่นอยู่ในคำสัญญาเป็นอย่างดี   ในขณะที่ท่าน (แม่ชี)ก็เฝ้าภาวนาบนบานศาลกล่าวขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ นานา ตลอดจนครูหมอมโนราห์  เพราะตระกูลฝ่ายแม่นับถือครูหมอมโนราห์(ครูหมอมโนราห์ เป็นเจ้าอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านในภาคใต้ให้การยอมรับนับถือ เป็นตระกูล ๆ ไป) ขอให้นายช่างรีบกลับประเทศไป  แล้วคำอธิฐานของท่านก็สัมฤทธิ์ผล  เพราะหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นานนายช่างชาวต่างประเทศคนนั้นมีอันต้องรีบกลับประเทศไป  (ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสงครามหรือสมัครใจกลับเอง)นายช่างต้องการจะให้ท่านติดตามไปด้วย  แต่ท่านยืนกรานปฏิเสธจนนายช่างคนนั้นยอมกลับแต่โดยดี  และได้ทั้งทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่สร้างขึ้นในประเทศสยามไว้ให้เป็นมรดกของท่าน

            จากมรดกจำนวนมหาศาลที่สามีทิ้งไว้ทำให้ท่านเป็นเศรษฐีน้อยๆ คนหนึ่งในเวลาไม่นาน  แต่ท่านก็ตกอยู่ในฐานะหญิงม่ายในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย  โดยเฉพาะม่ายสามีทิ้งแบบนั้น   ด้วยความเกรงว่าจะถูกชายอื่นเหยียดหยาม  ท่านจึงตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นครู ชื่อ “คล้าย”  เป็นชาวอำเภอระโนด  แต่ก่อนแต่งงานก็มีข้อตกลงเหมือนเดิม  คือไม่มีเพศสัมพันธ์กัน  ให้ถือมัสวิรัติ  ให้ไหว้พีระสวดมนต์ทุกวันเหมือนท่านครูคล้ายก็ตกลง  แต่ยื่นข้อต่อรองว่า  ถ้าตนปฏิบัติได้เช่นนั้นล่วง ๓ ปีไปแล้ว  ก็ต้องยอมใจตนบ้าง  ท่านคิดว่าเวลา ๓ ปี ครูคล้าย ซึ่งเป็นคนชอบดื่มเหล้าเมายาเป็นอาจิณ  คงจะไม่สามารถปฏิบัติเช่นนั้นได้หรอก  จึงได้ตกปากรับคำ  แต่ครูคล้ายก็สามารถปฏิบัติตนดังที่ให้สัญญากันไว้จริง ๆ เมื่อครบ ๓ ปี ก็ทวงสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อกัน  ท่านก็พยายามหาทางหลบหลีกอยู่เรื่อยมา  จนในที่สุดก็หลบหนีออกจากบ้านมาอาศัยกับเพื่อน  แต่อยู่ได้ไม่นานก็เกิดเป็นไข้อย่างแรง   และในไปว่า  มีคนมาบอกว่า  “นี่แหละเป็นเพราะไม่รักษาคำสัตย์” พอฟื้นจากไข้   ท่านจึงกลับไปกราบเท้าขอโทษครูคล้าย  พร้อมกับวิงวอนขอร้องให้เลิกสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อกันเสีย  แต่ครูคล้ายไม่ยอมโดยบอกว่าตนอดทนปฏิบัติตามสัญญาจนครบ ๓ปี ก็เพื่ออยากจะได้นางมาเป็นภรรยาจริงๆ แล้วเมื่อครบตามสัญญานางมาบิดพลิ้วเช่นนี้  ตนจะมองหน้าใครได้  จึงใช้วิธีข่มขู่ต่างๆ นานา ใช้กำลังทำร้ายบ้าง ใช้ปืนขู่บ้าง ท่านก็ต่อสู้โดยการใช้มีดซุยที่เตรียมไว้ป้องกันตัวแทงสวนเข้าไป  โดนครูคล้ายบาดเจ็บ  แต่ก็ไม่มารถหยุดยั้งความพยายามของครูคล้ายได้  ครูคล้ายทำร้ายร่างกายท่านได้รับบาดเจ็บจนสลบไป  และตัวครูคล้ายเองก็ได้รับบาดเจ็บพอ ๆกัน จึงถูกนำส่งโรงพยายามพร้อม ๆ กัน

            อยู่รักษาตัวพอฟื้นและมีเรี่ยวแรงขึ้นมา  ท่านก็หนีออกจากโรงพยาบาลไปเพื่อจะหลบหนีครูคล้าย  ส่วนครูคล้ายพอแผลหายเป็นปกติแล้ว  ก็คิดกลับใจเลิกล้มความพยายาม  กลับไปแต่งงานใหม่ที่จังหวัดพัทลุง  และไม่มาข้องแวะกับท่านอีกเลย  จนกระทั่งตายจากกัน

            ท่านหลบหนีอยู่พักหนึ่งก็เกิดล้มเจ็บลงอย่างหนักอีกครั้งหนึ่ง  ครั้งนี้ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ  อาการหนักกว่าทุกครั้งก่อนมากหาหมอมารักษาจนสิ้นหมอชำนาญแล้วก็ยังไม่หาย  บางครั้งถึงกับเป็นลมสลบไสลไม่รู้สึกตัวไปทีละ ๒-๓ วัน จนกระทั้งคืนหนึ่งนอนหลับฝันไปว่า  ตัวเองถูกนำไปที่อุโบสถ์วัดกลาง (วัดมัชฌิมาวาส จ.สงขลา)  ซึ่งเคยใช้เป็นที่ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการสมัยก่อน  ในฝันปรากฏเหมือนกับว่า  มีชายร่างใหญ่หน้าตาหน้ากลัวคนหนึ่ง  ทำการสอบสวนโดยบอกว่านี่คือผลจากการบิดพลิ้วคำสัญญาของตัวเอง  และถามว่าจะรักษาชีวิตตัวเองหรือทรัพย์สมบัติ (หมายถึงทรัพย์สมบัติที่สามีเก่าทิ้งไว้ให้)  ถ้ารักษาทรัพย์สมบัติก็ต้องสละชีวิต  แต่ถ้าจะรักษาชีวิตก็ต้องสละทรัพย์สมบัติเหล่านั้นให้หมด ท่านตอบว่า  รักษาชีวิตไว้และจะขอสละทรัพย์สมบัติเหล่านั้นให้หมด  เพื่อเป็นการไถ่โทษ  เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมา  อาการไข้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหายเป็นปกติแล้วท่านก็ปฏิบัติตามที่ได้รับปากไว้ในความฝันจริง ๆ คือบริจาคทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ไปจนหมดสิ้น  สมบัติก้อนสุดท่านใช้ไปเพื่อการจัดพิธีรำมโนราห์โรงครู  เพื่อแก้บนที่ได้บนบานไว้กับครูมโนราห์(การรำมโนราห์โรงครูเป็นวิธีแก้บนอย่างหนึ่งของผู้นับถือครูหมอมโนราห์ซึ่งนิยมทำกันในเดือน ๖)และงานรำมโนราห์โรงาครูนี่เอง  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตมงคลการพระมารดาของพระองค์เจ้าเฉลิมพล   ฑิฆัมพรพร้อมกับพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพรเสด็จไปภาคใต้ ได้เสด็จไปดูการรำมโนราห์ดรงครูครั้งนี้ด้วย  และได้พบกับนางเนียรก็รู้สึกถูกชะตากันก็เลยตรัสสนทนาด้วย  และได้ให้การยกย่องเป็นพระสหายคนหนึ่ง พร้อมทั้งยังเสด็จตรัสสั่งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร  ให้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระมารดาต่อไป คือเมื่อเสด็จไปภาคใต้  ก็ให้ถามข่าวถึงนางเนียร    พระองค์เจ้าฯ ก็ปฏิบัติตามเสมอ

            หลังจากเสด็จพิธีรำมโนราห์โรงครู  และบริจาคทรัพย์สมบัติที่มีอยู่หมดสิ้นแล้ว  ท่านก็กลายเป็นผู้อนาถาไร้ที่พึ่งพิง  จึงตัดสินใจบวชเป็นนางชีเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีวิตไปวันๆ จนกระทั่งได้พบกับพระอาจารย์เซ่ง (ไม่ทราบฉายา)  ซึ่งเป็นพระอาจารย์สายวิปัสสนา ผู้มีชื่อเสียง  และเป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่งของคนสมัยนั้น  เมื่อได้พบกับพระอาจารย์เซ่ง  แม่ชีท่านก็เกิดเลื่อมใสในตัวของพระอาจารย์เซ่งอย่างมาก  จึงติตามท่านไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่ที่วัดฟีฟายซึ่งอยู่ใกล้ เมืองสงขลา  และที่สัดนั่นเองแม่ชีได้พบกับพระภิกษุทอง  สุวังสโร  ศิษย์ผู้ติดตามของพระอาจารย์เซ่ง เกิดต้องชะตากัน  แม่ชีเลยปวารณาตัวเป็นโยมอุปัฏฐากจากพระอาจารย์ทอง ตั้งแต่นั้นมา

            ครั้นมาอยู่ในสำนักของพระอาจารย์เซ่งแล้ว  แม่ชีท่านก็มุ่งมั่นปฏิบัติกรรมฐานอย่าเอาจริงเอาจัง  เป็นผู้ตั้งมั่นในศีลอย่างบริสุทธิ์  ถือมังสวิรัติเรื่อยมา  สวดมนต์ไหว้พระทำภาวนากิจไม่ขาดจนกระทั่งย่างเข้าสู่วัยชรา  จึงย้ายมาอยู่ที่วัดถาวร  (วัดนี้เป็นวัดจีนนิกาย  อยู่ในเมืองหาดใหญ่  อยู่มาๆ ก็เกิดเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ตามประสาคนชรา  ได้พระภิกษุทองผู้ที่ตนเคยให้การอุปัฏฐากบำรุงคอยดูแลให้การเอาใจใส่ตอบแทน  จนกระทั่งท่านล้มป่วยหนักขึ้นพระอาจารย์ทองเห็นว่าท่านใกล้จะถึงกาลกิริยาแล้ว  จึงโทรเลขไปถึงพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร  เพราะเป็นคำสั่งของพระองค์ท่านฯ ว่า เมื่อแม่ชีเจ็บไข้ไม่สบาย หรือต้องการความช่วยเหลืออะไร  ก็ให้ส่งข่าวให้ทราบ  แต่ตอนนั้นปรากฏว่าพระองค์เจ้าฯ เสด็จไปต่างประเทศ  จึงไม่สามารถจะเสด็จไปดูอาการทัน

            แม่ชีจึงจบชีวิตลงด้วยความสงบ  ที่วัดถาวรนั่นเอง  ขณะนั้นอายุ ๘๐ ปีกว่าๆ (ในปี พ.ศ.๒๕๐๕)  แต่ก่อนจะสิ้นลมหายใจท่านสั่งไว้ว่าห้ามทำฌาปนกิจศพของท่าน ให้ทำโกศเก็บไว้ที่ไหนก็ได้ แล้ว ๓ ปีค่อยมาดูอีกครั้ง

            พระอาจารย์ทองก็รับปาก  และปฏิบัติตามคำสั่งของท่านเมื่อเสร็จพิธีบำเพ็ญบุญกุศลตามประเพณีแล้วก็ได้จ้างให้ช่างปูนก่อโกศสำหรับบรรจุศพของท่านขึ้นที่สุสานวัดถาวร  ซึ่งแยกมาตั้งต่างหากอยู่ที่หลังสำนักสงฆ์โคกนาว  และได้เก็บศพท่านไว้ที่นั่น  แล้วพระอาจารย์ทองเองก็ออกธุดงค์ไปที่ต่างๆ จนกระทั่งครบ ๓ ปีก็กลับมาดูศพของแม่ชีตามที่ท่านสั่งไว้  ปรากฏว่าเห็นผลและฟันงอกยาวขึ้น  และศพยังไม่เน่าเปื่อย  เรื่องก็เลยฮือฮาตั้งแต่บัดนั้นตราบจนบัดนี้

            โกศใส่ศพแม่ชีที่ผมเห็นตอนเป็นเด็ก  เป็นเพียงโกศซีเมนต์ที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ เก็บศพแม่ชีในท่านั่งขัดสมาธิไว้  ไม่ได้ตบแต่งยอดโกศแต่อย่างใด  และรอบฐานโกศก็เต็มไปด้วยพงหญ้ารกเรื้อตามธรรมชาติ  แต่โกศใสศพแม่ชีที่ผมไปเห็นครั้งหลังปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ใส่ยอดทาสี (ตามที่เห็นในภาพ)  รอบๆ ก็ลาดพื้นซีเมนต์ไว้สืบถามพระสงฆ์ในสำนักสงฆ์โคกนาวได้ความว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๖ (อาจจะคลาดเคลื่อน บ้างเล็กน้อย) พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร  ได้เสด็จไปเยี่ยมและจัดให้มีพิธีรำโนราห์โรงครูขึ้นหน้าโกศใสศพแม่ชี  แล้วรับสั่งให้ช่างจัดการลาดพื้นซีเมนต์รอบๆ โกศ แต่โกศที่เปลี่ยนใหม่นั้นไม่แน่ใจว่าพระองค์เจ้าจัดการให้เปลี่ยนหรือว่าทางวัดจัดการเปลี่ยนเอง

            ท่านทั้งหลายได้อ่านเรื่องนี้แล้วสนใจจะไปดูด้วยตัวเอง  หรือใครมีโอกาสเดินทางไปหาดใหญ่อยากไปดูด้วยตัวเอง  ก็ขอเชิญได้ที่สุสานวัดถาวร  ซึ่งตั้งหลังสำนักสงฆ์โคกนาว (คนละด้านกำแพง)  เป็นที่น่าเสียดายที่กระจกซึ่งติดไว้หน้าโกศมีตะไคร้จับ  จนทำให้ดูมัวหมอง ไม่สามารถจะถ่ายภาพศพแม่ชีข้างในมาให้เห็นได้ชัด  แต่ถ้าไปดูด้วยตัวเองจะเห็นได้ชัดเจน  และถ้าท่านได้มีโอกาสไปดู ก็อย่าลืมจดจำไว้  วันที่ท่านไปเหานครั้งแรกผมยาวขนาดไหน เผื่อท่านมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนครั้งที่สองอีก  จะได้นำมาเปรียบเทียบว่ายาวขึ้นจริงหรือเปล่า  ถ้าใครสนใจก็ขอเชิญได้เลย  วัดนี้ไปไม่ยาก  เพราะตั้งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่  ถามคนแถวๆ นั้นรู้จักดี  ใครสนใจก็เชิญเถอะครับ.

 


โพสต์โดยสมาชิก : sitbn




menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow