menu การเลี้ยงหอย
date 13 มี.ค. 61 18:03    date อ่าน: 2,316 | หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


การเลี้ยงหอย


การเลี้ยงหอย


หอยเป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมมอลลัสกา(mollusca)เปลือกหอยเป็นสารประกอบหินปูนมีส่วนเท้า(foot)ช่วยในการเคลื่อนที่ฝังตัวและจับอาหารอวัยวะภายในอยู่ทางด้านหลังของลำตัวหอยส่วนใหญ่จะมีช่องปากและทวารหนักอยู่ใกล้กันหอยที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจได้แก่หอยแมลงภู่หอยแครงหอยเสียบหอยมุกหอยนางรมหอยตะโกรมฯลฯ

ข้อควรระวังในการเลี้ยงหอย

เนื่องจากหอยเป็นสัตว์ที่กินอาหารโดยการกรองจึงทำให้มันสามารถสะสมสารมีพิษต่างๆดังนี้

1.พิษจากสารเคมีที่โรงงานใกล้เคียงปล่อยลงสู่ทะเลหรือจากการที่น้ำฝนชะล้างสารพิษลงสู่ทะเลเช่นตะกั่วปรอทแคดเมี่ยมและสารประกอบโลหะหนักยาฆ่าแมลง

2.เจือโรคต่างๆเช่นอหิวาต์ไทฟอยด์ตับอักเสบท้องร่วง

3.พิษจากไดโนแฟลกเจลเลทโปรโตซัวพวกไดโนแฟลกเจลเลทสกุลGonyaulaxและProtogonyaulaxซึ่งมักจะเจริญเติบโตขยายจำนวนอย่างมากมายเมื่อมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ในท้องทะเลที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า“ขี้ปลาวาฬ”(redtide)ไดโนแฟลกเจลเลทพวกนี้จะสร้างสารพิษเรียกพิษชนิดนี้ว่าPSP(paralyticshellfishpoisoning)ซึ่งมักจะผ่านเข้าไปทางซี่กรองของหอยและเข้าไปสะสมอยู่ในตัวหอยเมื่อมนุษย์บริโภคหอยที่มีสารพิษนี้สะสมอยู่เข้าไปก็จะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ทางราชการในบางประเทศจะต้องประกาศเตือนและสั่งห้ามประชาชนบริโภคเนื้อหอยและสัตว์น้ำจากแหล่งที่มีการระบาดของไดโนแฟลกเจลเลทพวกนี้ทุกครั้งที่พบปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นพิษอีกชนิดหนึ่งคือเชื้อที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วง(DSP)เกิดจากไดโนแฟลกเจลเลทชนิดหนึ่งที่หอยกินเข้าไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้หลายประเทศจึงออกกฎหมายเพื่อหามาตรการป้องกันอันตรายจากพิษภัยที่เกิดจากรับประทานหอยด้วยการบังคับให้ผู้เลี้ยงต้องล้างและฆ่าเชื้อโรคหอยก่อนที่จะส่งออกจำหน่ายด้วยแสงยูวีคลอรีนหรือโอโซนซึ่งต้องใช้เวลา1-3วันในประเทศสเปนที่มีการจำหน่ายหอยแมลงภู่มากผู้ขายจะต้องประทับตราว่าได้ทำการฆ่าเชื้อโรคแล้วจึงจะส่งออกไปจำหน่ายได้




การเลี้ยงหอยแมลงภู่
หอยแมลงภู่(mussels)มีหลายชนิดๆที่เลี้ยงและรับประทานในประเทศไทยหอยแมลงภู่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าMytilussmaragdinusมีเปลือกยาวเรียวรูปไข่เปลือกหนามีสีเขียวคล้ายแมลงภู่เปลือกด้านในมีสีขาวแวววาวนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้ดีเนื้อรับประทานในรูปสดและตากแห้งพบกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในอ่าวไทยตราดชลบุรีฉะเชิงเทราเพชรบุรีชุมพรและนครศรีธรรมราชที่ระดับนํ้าลึก3-10เมตรหอยแมลงภู่ในอ่าวไทยเริ่มมีไข่ระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายนในฤดูผสมพันธุ์ตัวเมียจะมีสีแดงคล้ายอิฐส่วนตัวผู้จะมีสีขาวครีมแม่หอยตัวหนึ่งจะออกไข่ได้ครั้งละ1-2ล้านฟองสถานที่เลี้ยงควรเป็นบริเวณที่ไม่มีคลื่นลมแรงห่างไกลจากแหล่งอุตสาหกรรมที่ปล่อยนํ้าเสียออกสู่ทะเลโดยตรง

วิธีการเลี้ยง
การเลี้ยงหอยแมลงภู่ทำได้หลายวิธีเช่น

1.1ปักหลักล่อเป็นวิธีที่เลี้ยงในแถบประเทศไทยฟิลลิปปินส์โดยใช้ไม้
ไผ่ไม้รวกไม้โกงกางฯลฯขนาดเส้นผ่าศูนยกลาง4-6มิลลิเมตรยาว4-6เมตรปักล่อไว้ในระดับนํ้าลึก4-6เมตรช่วงเดือนมีนาคม–พฤศจิกายนเพราะเป็นระยะที่ลูกหอยเกิดปักเป็นแถวขนานกันแต่ละแถวห่างกันประมาณ4เมตรระยะห่างระหว่างหลักประมาณ50เซนติเมตรลูกหอยจากธรรมชาติจะมาเกาะที่หลักใช้เวลาเลี้ยงประมาณ7-9เดือนก็สามารถถอนหลักจับหอยมาจำหน่ายได้

1.2เลี้ยงด้วยเชือกแขวนใช้เสาปักห่างกันเป็นระยะๆละ3เมตรผูกเชือกขึงระหว่างเสาแต่ละต้นสูงจากพื้นทะเล2เมตรจากนั้นนำเชือกถ่วงด้วยก้อนหินเพื่อมิให้เชือกลอยหลังจากขึงเชือก2เดือนจะมีลูกหอยมาเกาะและเจริญเติบโตที่เชือกนี้

1.3เลี้ยงด้วยถุงไนลอนโดยนำลูกหอยจากธรรมชาติมาใส่ในถุงอวนขนาดตา1เซนติเมตรยาว4เมตรมัดหัวท้ายถุงแล้วหุ้มด้วยตาข่ายไนลอนขนาด3-4เมตรตาห่าง7-10เซนติเมตรแขวนไว้บนแพขนาด150ตารางเมตรตารางเมตรละ4พวงภายใน8เดือนหอยจะโตได้ขนาด7เซนติเมตรแต่ละพวงจะได้ผลผลิตประมาณ30กิโลกรัม

ศัตรูของหอยแมลงภู่ได้แก่ปลาดาวปูปลากะเบนต้องคอยระวังอย่าให้นํ้าขุ่นเกินไปเพราะตะกอนจะจับตามเหงือกทำให้หอยตายได้เมื่อเก็บหอยออกจากที่เลี้ยงแล้วต้องทำความสะอาดด้วยโซเดียมไอโปคลอไรท์3มิลลิกรัมต่อนํ้าทะเล1ลิตรแช่ทิ้งไว้12ชั่วโมงแล้วเติมโซเดียมโธโอซัลเฟตลงไปเพื่อขจัดคลอรีนแช่ไว้24ชั่วโมงหอยจะคายสิ่งปฏิกูลออกมาเพื่อให้ได้หอยที่สะอาดเป็นที่พอใจของนักบริโภค




การเลี้ยงหอยนางรม
หอยนางรมอาจเป็นหอยชนิดแรกที่มนุษย์เริ่มเลี้ยงก่อนพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นๆชาวบ้านในมลรัฐแมสสาจูเซทของสหรัฐอเมริกานิยมบริโภคหอยนางรมที่ได้จากการเพาะเลี้ยงถึงร้อยละ90เช่นเดียวกับแถบประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นสำหรับในประเทศไทยจะมีแหล่งเลี้ยงหอยนางรมมากที่สุดที่อ่างศิลาและแถบภาคใต้ในหลายจังหวัดเช่นที่จังหวัดสุราษฎรธานีมีการเลี้ยงหอยนางรมขนาดใหญ่ที่เรียกว่าหอยตะโกรม

หอยนางรมที่นิยมเลี้ยงกันมีสามสกุลคือCassostreaOstreaและSaccostreaมีหลายชนิดหอยนางรมพันธุ์เล็กที่เลี้ยงทางภาคตะวันออกของไทยคือSaccostreacommercialisส่วนหอยตะโกรมที่เลี้ยงกันทางภาคใต้คือCrassostreabelcheriและหอยตะโกรมกรามดำCrassostrealugubris

พื้นที่การเลี้ยงหอยนางรมในประเทศไทยในปี2528มีมากถึง6,053ไร่ได้ผลผลิต5,241ตันมีมูลค่าถึง53,135,000บาท(สถิติกรมประมง,2531)ซึ่งคาดว่าในปัจจุบันเนื้อที่การเลี้ยงหอยนางรมคงจะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

หอยนางรมเจริญได้ดีในนํ้ากร่อยมากกว่าในนํ้าทะเลล้วนๆเป็นพวกที่กินอาหารโดยใช้ซี่กรอง(filterfeeder)ชอบขึ้นเกาะในพื้นที่ที่แข็งๆเช่นเสาหินก้อนหิน ฤดูผสมพันธุ์ของหอยนางรมมักเป็นช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนช่วงที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นหลังฤดูหนาวในแถบเขตร้อนหลายแห่งหอยนางรมสามารถวางไข่ได้ตลอดปีซึ่งเป็นอุปสรรคต่อนักเลี้ยงหอยเพราะถ้ามันมัวแต่สร้างไข่และอสุจิมันจะไม่โตทำให้ได้แต่หอยตัวเล็กๆมากเกินไปผลผลิตจะตํ่าหอยนางรมสามารถเปลี่ยนเพศได้ตอนเล็กๆจะมีเพศผู้พอตัวโตขึ้นจะกลายเพศเป็นตัวเมียหอยในสกุลCrassostreaมักจะเปลี่ยนเพศหลังฤดูผสมพันธุ์แต่หอยนางรมสกุลOstreaจะเปลี่ยนเพศในช่วงผสมพันธุ์หอยนางรมCrassostreaจะปล่อยไข่ลงไปในน้ำแต่หอยนางรมสกุลOstreaจะใช้ไซฟอนดูดเอานํ้าเชื้ออสุจิเข้าไปในตัวไปผสมกับไข่ตรงช่องตัวใกล้เหงือก

ปัจจุบันนี้นักวิชาการสามารถทำการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างหอยนางรมต่างชนิดผลปรากฏว่าลูกผสมหอยนางรมนี้โตเร็วกว่าพันธุ์แท้ทำให้ได้ผลผลิตดีโดยสร้างโรงเพาะฟักที่อยู่ใกล้ทะเลที่มีนํ้าทะเลใสสะอาดเก็บรวบรวมพ่อแม่พันธุ์หอยมาขุนให้สมบูรณ์เต็มที่ด้วยสาหร่ายที่เพาะไว้จากโรงเพาะสาหร่ายควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะสำหรับหอยนางรมแต่ละชนิดจากนั้นก็กระตุ้นด้วยอุณหภูมิของนํ้าที่สูงขึ้นและตํ่าลงเพื่อให้หอยตัวผู้และตัวเมียปล่อยนํ้าเชื้อและไข่ออกมาไข่ฟองหนึ่งอาจถูกเชื้ออสุจิหลายตัวเข้าผสมทำให้พัฒนาการผิดปกติและทำให้อัตราตายสูงจากการทดลองเร็วๆนี้พบว่าถ้าตัวเมียสามารถวางไข่ก่อนสักหนึ่งชั่งโมงจึงได้รับการผสมจากเชื้ออสุจิอัตรารอดตายจะสูงขึ้นเพราะการที่อสุจิจะเข้าผสมทีละหลายตัวจะลดจำนวนลง(Landau,1992)หลังจากที่ไข่พัฒนาเป็นตัวอ่อนหมดแล้วก็ย้ายตัวอ่อนไปยังบ่ออนุบาลอาหารที่ใช้เลี้ยงหอยนางรมคือแพลงตอนสาหร่ายขนาดเล็กที่เพาะขึ้นเป็นพิเศษจากการทดลองใช้อาหารสำเร็จรูปชนิดใหม่ในรูปของไมโครแคปซูลพบว่าได้ผลดีเกินคาดแม้ว่าราคาของไมโครแคปซูลยังคงแพงอยู่แต่คงมีประโยชน์และมีความจำเป็นในอนาคตโดยเฉพาะในกรณีที่สาหร่ายที่เพาะไว้เกิดตายหรือไม่พอเพียงควรเปลี่ยนนํ้าทะเลสะอาดทุก2-3วันโดยใช้สายยางดูดกรองผ่านตะแกรงกรองลูกหอยเพื่อดูดนํ้าออกจนกว่าลูกหอยจะเข้าสู่ระยะเกาะติดกับวัสดุจึงใส่วัสดุพวกก้อนหินแท่งเสาคอนกรีตหรือเชือกไว้ที่ก้นถังเลี้ยงจนกระทั่งหอยโตได้ขนาดประมาณ2.5เซนติเมตรจึงนำไปเลี้ยงไว้ในทะเลในธรรมชาติต่อไปการเพาะฟักและอนุบาลลูกหอยนางรมเป็นเทคนิคและวิธีการพิเศษซึ่งต้องใช้ประสบการณ์สูงในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้วิธีปักท่อนเสาหรือก้อนหินไว้ในแหล่งที่มีหอยนางรมตามธรรมชาติเป็นส่วนมากแต่ในต่างประเทศการเลี้ยงหอยนางรมได้พัฒนาไปมากแล้ววัสดุที่ใช้เลี้ยงหอยนางรมนอกจากเปลือกหอยเสาซีเมนต์เสาหินแข็งๆเพื่อให้หอยนางรมเกาะแล้วยังสามารถเลี้ยงหอยนางรมไว้ในถาดที่สร้างเป็นชั้นๆวางซ้อนกันในทะเลบางประเทศใช้รากพันธุ์ไม้เพื่อเลี้ยงหอยนางรมที่เกาหลีและไต้หวันเลี้ยงหอยนางรมด้วยเสาไม้ไผ่และแพเชือกที่ห้อยลงทะเลการเจริญเติบโตของหอยนางรมใช้เวลาถึงสามปีจึงจะได้ขนาดใหญ่ตามที่ตลาดต้องการ
นอกจากหอยแมลงภู่และหอยนางรมแล้วยังมีหอยอีกหลายชนิดที่ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกันทั่วไปเช่นหอยแครงหอยเป๋าฮื้อ(abalone)หอยมุกซึ่งวิธีการเลี้ยงก็แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด




การเลี้ยงหอยมุกน้ำเค็ม
หอยที่สามารถผลิตมุกที่แวววาวสวยงามมีหลายชนิดแต่ที่นำมาเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมเพื่อผลิตไข่มุกเม็ดและเปลือกมุกที่ทำเครื่องประดับต่างๆมีเพียงไม่กี่ชนิดเช่น

1.Pinctatafucataเป็นหอยมุกที่นิยมเพาะเลี้ยงในประเทศญี่ปุ่นจีนเกาหลีเป็นหอยมุกที่สามารถผลิตไข่มุกเม็ดกลมที่มีคุณภาพดีราคาแพงแม้ว่าจีนจะเริ่มเลี้ยงไข่มุกเป็นประเทศแรกแต่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงและการผลิตไข่มุกมากที่สุดไข่มุกที่มีชื่อคือมิกิโมโต

2.Pinctatamaximaเป็นหอยมุกที่เลี้ยงกันมากแถบออสเตรเลียพม่าอินโดนีเชียและแถบหมู่เกาะฟิลลิบปินส์หอยมุกชนิดนี้สามารถผลิตหอยมุกกลมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง18มิลลิเมตร

3.Pinctatamagaritiferaเป็นหอยมุกที่รู้จักกันในนามของหอยนางรมปากดำ(blacklipoyster)ไทยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหอยนางรมลอยเหมาะสำหรับผลิตไข่มุกสีเข้มดำเลี้ยงกันมากแถบตาฮิติฟิจิและแถบหมู่เกาะญี่ปุ่น

4.Pteriapenguinหอยนางรมปีกหรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่ามาเบะ(mabe)เพาะเลี้ยงกันมากในประเทศจีนและเกาหลีใช้เพาะเลี้ยงมุกครึ่งซีก

การกระตุ้นให้หอยสร้างมุก
การเลี้ยงหอยมุกได้รับการพัฒนามาตลอดเวลาในปัจจุปันหอยแต่ละตัวสามารถกระตุ้นให้ผลิตมุกได้มากกว่า1เม็ดโดยผู้เลี้ยงจะสอดใส่แกนมุกหรือที่เรียกว่านิวเคลียสเข้าไปในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือโกแนด(gonad)ของหอยมุกทันทีหลังจากที่มันวางไข่เพื่อควบคุมมิให้หอยมุกสืบพันธุ์อีกและเพื่อยับยั้งการพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์โดยนำไปเลี้ยงในที่อุณหภูมิตํ่าหรือไม่ก็อาจยับยั้งการสืบพันธุ์ของหอยมุกโดยการนำไปเลี้ยงในกระชังแบบหนาแน่นในเขตทะเลอบอุ่นต่อมาได้มีการพัฒนาการผลิตหอยมุกที่มีโครโมโซม3ชุด(3nหรือtriploid)ทำให้หอยมุกเป็นหมันจะได้เจริญเติบโตดีและผลิตมุกเร็ว

เมื่อถึงฤดูเลี้ยงหอยมุกผู้เลี้ยงจะนำหอยมุกมาเลี้ยงในถาดวางเป็นชั้นซ้อนกันในระยะห่างกันพอสมควรนำปากคีบและอุปกรณ์เปิดปากหอยให้อ้าออกสอดใส่เนื้อเยื่อแมนเทิลของหอยมุกตัวอื่นที่ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆใส่เข้าไปในช่องโกแนดพร้อมกับแกนนิวเคลียสตามขนาดที่ต้องการ1-5เม็ดเนื้อเยื่อที่ใส่เข้าไปจะแบ่งเซลล์ล้อมรอบแกนนิวเครียสทำให้เกิดเป็น“ถุงไข่มุก”(pearlsac)และจะสร้างสารมุก(nacreous)หุ้มรอบแกนนิวเคลียสทำให้ได้ไข่มุกเม็ดกลมขึ้นมาตามจำนวนแกนที่ใส่เข้าไปแต่อาจไม่สวยทุกเม็ดต้องนำมาคัดขนาดและคุณภาพต่อไปถ้าต้องการไข่มุกครึ่งซีกจะต้องสอดเนื้อเยื่อและแกนมุกตรงช่องระหว่างฝาหอยกับเนื้อเยื่อแมนเทิลจากนั้นนำหอยมุกที่ใส่แกนนิวเคลียสไปเลี้ยงในกระชังที่ผูกเป็นราวในบริเวณทะเลที่มีคลื่นลมสงบให้หอยฟื้นตัวประมาณ6สัปดาห์ก็นำหอยเหล่านี้มาตรวจดูอัตรารอดตายและฟื้นตัวเลือกตัวที่ตายออกเลี้ยงดูต่อไปหรืออาจจะย้ายไปเลี้ยงรวมกับหอยกลุ่มใหญ่ที่เลี้ยงดูก่อนแล้วก็ได้เป็นเวลา3-4ปีระหว่างเลี้ยงต้องนำขึ้นเหนือนํ้าทำความสะอาดเป็นระยะๆนํ้าที่มีคุณสมบัติดีอาจทำให้หอยมุกเจริญเติบโตดีแต่อาจไม่ทำให้ไข่มุกมีสีสวยหรือมีคุณภาพที่ดีได้

ในประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงหอยมุกมานานประมาณ20ปีมาแล้ว
ที่เกาะคำเกาะพยามเกาะป่าจกจังหวัดระนองที่เกาะยาวไหญ่จังหวัดพังงาจังหวัดภูเก็ตและอีกหลายจังหวัดใกล้เคียงโดยมีบางบริษัทร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่นไข่มุกที่ผลิตได้ในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมากที่คุณภาพดีกว่าญี่ปุ่นแต่บางบริษัทต้องส่งไปที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นก่อนแล้วถึงส่งกลับมาจำหน่ายในประเทศไทยในราคาที่แพงกว่าหลายเท่าเพราะถือว่าเป็นสินค้านำเข้าโดยที่ผู้ซื้อก็ไม่ทราบว่าเป็นไข่มุกที่ส่งไปจากเมืองไทยแล้วนำกลับเข้ามาอีกที
มุกที่สร้างขึ้นมามีหลายสีเช่นขาวรุ้งชมพูเหลืองและสีเทาแกมดำซึ่งเรียกว่าไข่มุกดำ”ไข่มุกดำมีสีเทาแกมดำหรือน้ำเงินดำอมตะกั่วจัดว่ามีราคาแพงที่สุดบางครั้งจะมีการฟอกด้วยไฮโดรเจนเปอออกไซด์มีการทดลองฉีดสีเข้าไปในไข่มุกแต่การย้อมสีไข่มุกด้วยการฉีดสีเป็นวิธีการที่ยากมากไข่มุกมักไม่ติดสีบางครั้งผู้เลี้ยงจะใช้วิธีฉีดสีเข้าไปในเนื้อหอยระหว่างเลี้ยงมุกซึ่งก็ได้ผลไม่แน่นอนเมื่อเร็วๆนี้ได้มีการพัฒนาการย้อมสีไข่มุกด้วยการฉายรังสีร่วมด้วยแต่การทดลองยังไม่เป็นที่เปิดเผยและถือเป็นความลับของแต่ละฟาร์ม

การเลี้ยงหอยมุกน้ำจืด
หอยมุกน้ำจืดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าHyriopsisschlegeliสร้างไข่มุกที่เรียกว่าไข่มุกน้ำจืดนิยมเลี้ยงกันมากในประเทศจีนและญี่ปุ่นมุกที่ผลิตออกมามีรูปร่างแปลกแตกต่างกันออกไปมักมีสีชมพูหอยมุกนํ้าจืดนี้มีอายุนานถึง40ปีและมีวงชีวิตที่แตกต่างจากหอยมุกทะเลเมื่อตัวผู้ปล่อยนํ้าเชื้ออสุจิลงไปในนํ้าเวลาสืบพันธุ์แล้วนํ้าเชื้อเหล่านี้จะถูกพัดโบกเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ในหอยตัวเมียไข่ที่ผสมแล้วจะพัฒนาไปจนกว่าจะเป็นตัวอ่อนระยะโกลซิเดียมตัวอ่อนนี้จะถูกปล่อยลงไปในนํ้าและว่ายไปเกาะติดกับเหงือกปลาน้ำจืดนาน2-3สัปดาห์จึงจะผละออกจากเหงือกปลาไปเพื่อหาแหล่งยึดเกาะกับวัตถุใต้นํ้าและเติบโตเป็นอิสระต่อไป

การกระตุ้นให้หอยสร้างมุก
ผู้เลี้ยงจะคัดเลือกหอยมุกออกเป็นสองพวกพวกที่แข็งแรงเอาไว้เลี้ยงเพื่อกระตุ้นให้สร้างไข่มุกอีกพวกหนึ่งเก็บมาตัดเนื้อเยื่อแมนเทิลเป็นชิ้นเล็กสอดไส่เข้าพร้อมกับแกนนิวเคลียสเพื่อกระตุ้นให้หอยมุกนํ้าจืดหลั่งสารมุกมาเคลือบแกนจากนั้นนำไปเลี้ยงนาน2-3ปีจึงนำมาแกะเอามุกออกถ้าผู้แกะมีความชำนาญพอหอยมุกจะไม่ตายสามารถเอาหอยมุกกลับไปเลี้ยงพักฟื้นให้แข็งแรงอีกเพียงไม่กี่ปีก็นำมากระตุ้นให้สร้างมุกได้อีก

ในประเทศไทยเคยมีการทดลองเลี้ยงหอยกาบนํ้าจืดและกระตุ้นให้สร้างไข่มุกได้ที่จังหวัดราชบุรีแต่เนื่องจากต้องลงทุนสูงและแข่งราคากับไข่มุกน้ำจืดที่มาจากจีนและพม่าไม่ได้จึงเลิกกิจการไปประเทศจีนมีการเลี้ยงไข่มุกนํ้าจืดเม็ดขนาดเล็กและส่งเป็นสินค้าออกมากที่สุดเดิมไข่มุกนํ้าจืดของจีนมิได้ใช้เป็นเครื่องประดับแต่จัดเป็นสมุนไพรโดยนำมาบดละเอียดเข้าเครื่องยาจีนรักษาโรคได้หลายอย่างนอกจากนี้ยังเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวชาวจีนนิยมรับประทานไข่มุกบดเป็นผงเพื่อบำรุงผิวให้สวยงาม
หอยมุกนํ้าจืดที่เลี้ยงกันมากในสหรัฐอเมริกาคือLampsilisclaibomensisเพื่อเอาเนื้อมาทำเป็นอาหารและเอาเปลือกมาทำเครื่องประดับต่างๆสำหรับประเทศไทยยังมีหอยอีกหลายชนิดที่สร้างสารมุกเคลือบเปลือกหอยได้สวยงามมากทำเป็นเครื่องประดับต่างๆได้แต่ยังไม่มีการทดลองเลี้ยงกันเป็นอุตสาหกรรม




ที่มา:สุภาพร สุกสีเหลือง






โพสต์โดยสมาชิก : Ao



menu ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

menu FIND US ON FACEBOOK arrow

menu ข่าวล่าสุด arrow