menu อ่านจากตำรา "ช่วยจำ" ได้มากกว่าอ่านจาก "หน้าจอ"
date 24 เม.ย. 61 06:00    date อ่าน: 899 | หมวด: การพัฒนาตนเอง
facebook twitter google plus


อ่านจากตำรา "ช่วยจำ" ได้มากกว่าอ่านจาก "หน้าจอ"

อ่านจากตำรา"ช่วยจำ"ได้มากกว่าอ่านจาก"หน้าจอ"


คณะนักวิจัยทำการทดลองและประเมินพฤติกรรมผู้อ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่พบว่าการอ่านข้อมูลจากตำราช่วยให้จำประเด็นสำคัญได้มากกว่าการอ่านจากหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต

คนยุคมิลเลนเนียลที่เกิดหลังค.ศ.1996(พ.ศ.2539)และผู้ที่เกิดหลังยุคดังกล่าว(PostMillennials)ถูกจัดว่าเป็น'พลเมืองดิจิทัลโดยธรรมชาติ'(DigitalNative)เพราะเป็นกลุ่มคนที่เติบโตขึ้นมาในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและการดำเนินงานต่างๆ 

คนกลุ่มนี้มีความคุ้นเคยและสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้มากกว่าคนรุ่นก่อนหน้าขณะเดียวกันก็ทำให้สื่อในยุคเก่าได้รับผลกระทบอย่างหนักโดยเฉพาะหนังสือตำราหรือสิ่งพิมพ์ที่เคยเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาเรียนรู้ของคนทั่วโลกมาหลายร้อยปีเพราะคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะอ่านหรือรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนมากกว่าอ่านจากสิ่งพิมพ์ตัวเล่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกยังได้วางแผนระยะยาวเพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการเรียนรู้ในชั้นเรียนเช่นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯบังคับใช้กฎหมายเมื่อปี2009กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาภายในรัฐใช้ตำราเรียนในรูปแบบดิจิทัลให้ครบทุกวิชาภายในปี2020ขณะที่อีกหลายประเทศมีนโยบายสนับสนุนให้โรงเรียนใช้แท็บเล็ตควบคู่ไปกับการเรียนจากอีบุ๊กการย้อนกลับไปใช้ตำราหรือสิ่งพิมพ์ตามเดิมจึงอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

อย่างไรก็ตามผลวิจัยจำนวนหนึ่งบ่งชี้ว่าการอ่านข้อมูลผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลให้คนมีความอดทนน้อยลงที่จะอ่านข้อมูลที่มีความยาวหรือซับซ้อนทำให้ลอเรนเอ็ม.ซิงเกอร์และแพทริเชียเอ.อเล็กซานเดอร์คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ในสหรัฐฯทำการทดลองและศึกษาพฤติกรรมกลุ่มตัวอย่าง90คนซึ่งเป็นคนยุคมิลเลนเนียลและหลังมิลเลนเนียลเพื่อเปรียบเทียบว่าคนเหล่านี้เข้าใจหรือสามารถจับใจความสำคัญจากการอ่านสื่อประเภทใดได้ดีกว่าโดยเปรียบเทียบระหว่างสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมกับข้อมูลดิจิทัล

คณะนักวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงประจักษ์โดยให้กลุ่มเป้าหมายทดลองอ่านข้อมูลเรื่องต่างๆจากสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัลจากนั้นจึงให้ตอบคำถามที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้อ่านโดยกลุ่มเป้าหมายเกือบทั้งหมดยืนยันว่าชอบอ่านข้อมูลที่เป็นดิจิทัลมากกว่าการอ่านหนังสือหรือตำราและทำความเข้าใจเนื้อหาดิจิทัลได้ดีกว่าแต่เมื่อทำการวัดผลความเข้าใจด้วยการถามถึงประเด็นสำคัญของเรื่องที่อ่านพบว่ากลุ่มเป้าหมายจำประเด็นสำคัญและรายละเอียดที่อ่านจากหนังสือได้มากกว่าการอ่านข้อมูลดิจิทัล


เหตุผลหน่ึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมการอ่านข้อมูลจากหนังสือหรือตำราทำให้คนจดจำได้มากกว่าเป็นการอ้างอิงผลวิจัยก่อนหน้านี้ที่สรุปว่าหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีสิ่งขัดจังหวะและรบกวนสมาธิของผู้อ่านมากกว่าเช่นความสว่างหรือความเร็วในการเลื่อนหน้าจอขณะที่การอ่านเรื่องต่างๆจากสิ่งพิมพ์จะมีความต่อเนื่องมากกว่าเพราะการอ่านข้อมูลหนึ่งหน้ากระดาษจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพรวมหรือความเชื่อมโยงของข้อมูลได้แต่ข้อมูลจากหน้าจอจะถูกตัดให้สั้นเพื่อให้เหมาะกับการเลื่อนหรือScrollทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลของผู้อ่านไม่ค่อยจะต่อเนื่องเพราะต้องเลื่อนหน้าจอไปมา

ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์การประชุมเศรษฐกิจโลกหรือWorldEconomicForum(WEF)ซึ่งนำผลวิจัยดังกล่าวมาเผยแพร่จึงได้ระบุว่าการเรียนรู้ที่รวดเร็วมีราคาที่ต้องจ่ายซึ่งหมายถึงความจดจำและความเข้าใจที่อาจจะลดน้อยลงของผู้เรียนรู้ในโลกสมัยใหม่ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งมาแทนการอ่านตำราหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ

อย่างไรก็ตามWEFได้กล่าวถึงข้อดีของข้อมูลดิจิทัลเพิ่มเติมโดยระบุว่าการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ขณะที่การค้นหาข้อมูลต่อยอดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปยังระบบอินเทอร์เน็ตมีต้นทุนต่ำกว่าการค้นคว้าจากสื่อสิ่งพิมพ์แต่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่ามาก





ขอขอบคุณที่มา:campus.sanook.com






โพสต์โดยสมาชิก : Wizz



menu ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ