menu กรมสุขภาพจิต เตือนผู้ปกครองอย่าเมินปัญหาลูกก้าวร้าว
date 06 มิ.ย. 61 13:06    date อ่าน: 10,152 | หมวด: ข่าวราชการ
facebook twitter google plus


กรมสุขภาพจิต เตือนผู้ปกครองอย่าเมินปัญหาลูกก้าวร้าว

กรมสุขภาพจิตเตือนผู้ปกครองอย่าเมินปัญหาลูกก้าวร้าว 


กรมสุขภาพจิตย้ำเตือนผู้ปกครองอย่าเมินปัญหาลูกก้าวร้าวรังแกทำร้ายทั้งคนอื่น-ทรัพย์สิน-สิ่งมีชีวิตหรือพูดจาหยาบคายชี้ไม่ใช่ลักษณะเด็กที่มีความกล้าตามปกติ แต่เป็นโรคทางพฤติกรรมที่ต้องรีบแก้ไขปรับรูปแบบการเลี้ยงดูหรือพาไปบำบัดรักษาตั้งแต่เด็กจะมีโอกาสดีขึ้นหากปล่อยไว้เมื่อโตขึ้นกว่าร้อยละ40อาจกลายเป็นนักเลงอันธพาลเผยผลสำรวจล่าสุดในปี2559พบวัยเรียนอายุ13-17ปีเป็นโรคพฤติกรรมเกเรก้าวร้าว1.5แสนคนทั่วประเทศ 

     วันที่3มิถุนายน2561นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรืองไตรเรืองวรวัฒน์อธิบดีกรมสุขภาพจิตให้สัมภาษณ์ว่าปัญหาใหญ่ที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นขณะนี้คือความก้าวร้าวเกเรรุนแรงซึ่งจัดเป็นโรคทางพฤติกรรมชนิดหนึ่งของเด็กเรียกว่าโรคพฤติกรรมเกเรก้าวร้าว(conductdisorder)ต้องได้รับการกล่อมเกลาบำบัดรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยให้ดีขึ้นแต่ที่ผ่านมาพ่อแม่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าความก้าวร้าวเป็นการพัฒนาความกล้าแสดงออกของเด็กปกติทั่วๆไปจึงไม่ห้ามปรามโรคนี้หากปล่อยไปเรื่อยๆเมื่อเด็กโตขึ้นกว่าร้อยละ40อาจทำให้เป็นนักเลงอันธพาลได้และนำมาสู่ปัญหาอื่นๆตามมาเช่นเกิดความขัดแย้งในครอบครัวปัญหาการเรียนปัญหายาเสพติดและพฤติกรรมทางเพศก่อนวัยอันควร

     จากผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตในปี2559ในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ13-17ปีที่มีประมาณ4ล้านกว่าคนพบเป็นโรคพฤติกรรมเกเรก้าวร้าวร้อยละ3.8คาดว่ามีประมาณ1.5แสนคนทั่วประเทศส่วนใหญ่เป็นชาย 

     สาเหตุที่ทำให้เด็กก้าวร้าวมีหลายปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานของเด็กที่เป็นเด็กเลี้ยงยากเจ้าอารมณ์ซึ่งมีประมาณร้อยละ15หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองเช่นเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นโรคออทิสติกโรคซึมเศร้าและสมองพิการ หรือมาจากสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมซึ่งพบว่าเด็กที่ดูหนังเล่นเกมที่มีเนื้อหาต่อสู้รุนแรงบ่อยๆจะมีผลให้เด็กมีจิตใจฮึกเหิมอยากเลียนแบบแต่ปัจจัยที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดก็คือครอบครัวและการเลี้ยงดู 

     อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อว่าการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวมี7รูปแบบได้แก่ 

     1.เลี้ยงแบบทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแล 
     2.ใช้วิธีลงโทษเด็กรุนแรง 
     3.เลี้ยงแบบตามใจเด็กเพราะกลัวเด็กไม่รัก  
     4.ครอบครัวมีการทะเลาะวิวาทด่าทอตบตีกันให้เด็กเห็นบ่อยๆ  
     5.ชอบแหย่เด็กหรือยั่วยุอารมณ์ให้เด็กโมโห  
     6.การเลี้ยงดูเด็กที่ขาดการจัดระเบียบวินัยความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน 
     7.การให้ท้ายเด็กเมื่อทำผิดทำให้เด็กคิดว่าเรื่องผิดเป็นเรื่องถูกต้อง 
    
     ทางด้านแพทย์หญิงกุสุมาวดีคำเกลี้ยงผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือจ.ขอนแก่นกล่าวว่า พฤติกรรมก้าวร้าวเช่นการโต้เถียงผู้ใหญ่พบในเด็กทั่วไปได้เมื่อโตขึ้นพฤติกรรมจะลดลงเรื่อยๆแต่หากเด็กมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้จะเข้าข่ายว่ามีพฤติกรรมเกเรก้าวร้าวรุนแรงได้แก่ทำร้ายคนอื่นทำลายทรัพย์สินทำร้ายหรือทรมานสิ่งมีชีวิตอื่นๆฉ้อโกงหรือขโมยละเมิดกฎอย่างรุนแรงเช่นหนีออกจากบ้านหนีโรงเรียนซึ่งในเด็กผู้ชายมักเป็นในช่วงอายุ10-12ปีผู้หญิงจะเป็นในช่วงอายุ 14-16ปี

     การแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กก้าวร้าวจะต้องเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็กมีข้อแนะนำ7ประการดังนี้ 

     1.ผู้ใหญ่ควรควบคุมให้เด็กหยุดความก้าวร้าวด้วยความสงบเช่นใช้การกอดหรือจับให้เด็กหยุดหลังจากที่เด็กอารมณ์สงบแล้วควรพูดคุยถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่พอใจจนแสดงความก้าวร้าวเพื่อให้เด็กได้ระบายออกเป็นคำพูด  

     2.ต้องไม่ใช้ความรุนแรงเข้าไปเสริมการลงโทษอย่างรุนแรงในเด็กที่ก้าวร้าวไม่ช่วยให้ความก้าวร้าวดีขึ้นเด็กอาจหยุดพฤติกรรมชั่วครู่แต่สุดท้ายก็จะกลับมาแสดงพฤติกรรมนั้นอีกอาจเรื้อรังไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ได้  

     3.ไม่ควรมีข้อต่อรองกันขณะเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว 

     4.ควรเริ่มฝึกฝนเด็กตั้งแต่อายุ3ขวบให้รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองเช่นฝึกให้แยกตัวเมื่อรู้สึกโกรธ  

     5.ฝึกให้เด็กรู้จักเห็นอกเห็นใจมีจิตใจโอบอ้อมอารีแก่คนสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ 

     6.หลีกเลี่ยงการตำหนิว่ากล่าวเปรียบเทียบเพราะจะทำให้เด็กมีปมด้อยรวมทั้งการข่มขู่หลอกให้กลัวหรือยั่วยุให้เด็กมีอารมณ์โกรธเนื่องจากเด็กจะซึมซับพฤติกรรมและนำไปใช้กับคนอื่นต่อ 

     7.ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างของความปรองดองเป็นมิตรต่อกันและมีวินัย 

     ทั้งนี้หากพฤติกรรมเด็กยังไม่ดีขึ้นควรพาไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านหรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต1323ฟรีตลอด24ชั่วโมงเพื่อหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ในระยะแรกซึ่งมีความจำเป็นมากเพราะจะช่วยลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคตและง่ายกว่ามาแก้ไขพฤติกรรมเมื่อโตเป็นวัยรุ่นหรือมีปัญหาเป็นคดีความแล้ว  





ขอขอบคุณที่มา:health.kapook.com







โพสต์โดยสมาชิก : Wizz