menu เทคนิคการกรีดยาง แบบละเอียด เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
date 04 ธ.ค. 61 11:12    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


เทคนิคการกรีดยาง แบบละเอียด เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เทคนิคการกรีดยางแบบละเอียด 
เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ  

ช่วงเวลาการกรีดยางที่ต้นยางให้ผลผลิตดีจะอยู่ระหว่างเวลา03.00-06.00น.การกรีดในช่วงเวลาต่างๆหลัง06.00น.จะได้น้ำยางลดน้อยลงดังนี้
-ช่วงเวลา 06.00-08.00 น. ผลผลิตลดลง 4-5%
-ช่วงเวลา 08.00-11.00 น. ผลผลิตลดลง 16%
-ช่วงเวลา 11.00-13.00 น. ผลผลิตลดลง 25%

**การกรีดยางในช่วงเวลา 06.00-08.00 น. แม้ว่าผลผลิตลดลงกว่าการกรีดกลางคืนเล็กน้อยแต่ทำงานได้สะดวก ไม่เสีย ค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ให้แสงสว่างและไม่สูญเสียวันกรีดจากการที่ฝนตกในตอนกลางคืนเนื่องจากหากฝนตกในตอนกลางคืนคนกรีดยางจะไม่กรีดยางในวันนั้นการกรีดยางก่อน 06.00 น. ควรมีอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างอย่างเพียงพอ เพื่อสามารถเห็นต้นยางรอยกรีด ได้ชัดเจน ต้องไม่กรีดบาดหน้ายาง และอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ต้องไม่ทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้แบตเตอรี่แทน การใช้ แก๊สแคลเซียมคาร์ไบด์ เป็นต้น


วิธีการกรีดยาง:
หลังจากปลูกยางมาแล้วเป็นเวลาหลายปี ก่อนทำการเปิดกรีดยางควรพิจารณา เรื่องต่างๆ ดังนี้
1.ขนาดของต้นยาง
ต้นยางพร้อมเปิดกรีดเมื่อวัดเส้นรอบต้นได้ 50 เซนติเมตร ที่ความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน โดยการเปิดกรีดต้นยาง ทั้งสวนควรพิจารณา ดังนี้
1)มีจำนวนต้นยางที่มีขนาดเส้นรอบต้นไม่ต่ำกว่า50เซนติเมตรไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนต้นยางทั้งหมดหรือ 
2)มีต้นยางที่มีขนาดเส้นรอบต้นไม่ต่ำกว่า 45 เซนติเมตร มากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนต้นยางทั้งหมด การเปิดกรีดเมื่อต้นยางขนาดเล็กหรือต้นยางที่ยังไม่ได้ขนาดเปิดกรีด จะได้รับผลผลิตน้อยกว่าต้นยางที่ได้ขนาดเปิดกรีดและยังมีผลทำให้ ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต 

2.ระดับความสูงของการเปิดกรีด
ควรเปิดกรีดที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดินแม้ว่าการเปิดกรีดที่ระดับต่ำกว่า 150 เซนติเมตร จะให้ผลผลิตในรอบปีแรกสูงกว่าก็ตาม แต่ผลผลิตตลอดระยะเวลากรีด 5 ปี กลับพบว่าการเปิดกรีดระดับที่ 150 เซนติเมตร ให้ผลผลิตสูงกว่า การเปิดกรีดหน้าแรกไม่ว่าจะเปิดที่ระดับความสูงใดก็ตามให้วัดเส้นรอบต้นยางที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน เมื่อเปิดกรีดหน้าที่สองต้องเปิดกรีดที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน

3.ความลาดชันของรอยกรีด
ความลาดชันของรอยกรีดควรทำมุม 30-35 องศากับแนวระดับ เพื่อให้น้ำยางไหลได้สะดวก ไม่ไหลออก นอกรอยกรีดทำให้ได้ผลผลิตเต็มที่และควรรักษาระดับตามลาดชันที่กำหนดไว้ เนื่องจากท่อน้ำยางเอียงทำมุม 2.1-7.1 องศากับแนวตั้งจากขวาลงมาซ้าย จึงต้องกรีดยางให้รอยกรีดเอียงทำมุมจากซ้ายลงมาขวา (ในลักษณะหันหน้าเข้าหาต้นยาง)เพื่อให้ตัดท่อน้ำยางได้มากที่สุด


ปัจจัยที่มีผลต่อการกรีดและผลผลิต: 
1.ความลึกของการกรีดยางการกรีดให้ได้น้ำยางมากจะต้องกรีดให้ใกล้เยื่อเจริญมากที่สุดและควรห่างจากเยื่อเจริญประมาณ 1 มิลลิเมตร 
2.ขนาดของงานกรีดยางขนาดของงานกรีด หมายถึงจำนวนต้นยางที่คนกรีดยางสามารถกรีดได้ในแต่ละวันปกติคนกรีดหนึ่งคนสามารถกรีดยางหน้าปกติครึ่งลำต้นได้วันละ450-500ต้นกรีดหนึ่งในสามของลำต้นได้วันละ 650-700 ต้น และกรีดหน้าสูงได้วันละ 300-350 ต้น
3.ความสิ้นเปลืองเปลือกยางความสิ้นเปลืองเปลือกแต่ละครั้งอยู่ระหว่าง 1.7-2.0 มิลลิเมตรการกรีดเปลือกหนาหรือบาง ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิต แต่การกรีดถี่หรือกรีดหนาเกินไปเปลือกยางจะหมดเร็วเปลือกใหม่งอกไม่ทันและการกรีดยางที่ดีควรสิ้นเปลืองเปลือกประมาณปีละ 25-30 เซนติเมตร
4.ความคมของมีด มีดกรีดยางควรลับให้คมอยู่เสมอเพราะจะทำให้ตัดท่อน้ำยางดีขึ้น และสิ้นเปลืองเปลือกน้อย 


ระบบกรีดยาง: 
การแนะนำระบบกรีดขึ้นอยู่กับพันธุ์ยางภูมิอากาศและความจำเป็นอื่นๆ เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของคำแนะนำ คือ ไม่แนะนำให้กรีดยางทุกวันและกรีดติดต่อกันนานหลายปี เพราะจะทำให้ผลผลิตลดลงระหว่างการกรีดต้นยางจะชะงัก การเจริญเติบโตมาก และเสียค่าใช้จ่ายสูงเมื่อคิดผลผลิตที่ได้ต่อการสิ้นเปลืองเปลือกและค่าจ้างคนกรีด มีต้นยางแสดง อาการเปลือกแห้งเพิ่มขึ้นและเปลือกงอกใหม่บางไม่สามารถกรีดซ้ำได้ สำหรับระบบกรีดที่แนะนำแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

1.การกรีดยางหน้าปกติ: การกรีดยางหน้าปกติคือการกรีดยางที่ระดับความสูงของหน้ากรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดินลงมามีระบบกรีดที่แนะนำ 5 ระบบ ดังนี้ 
1)กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นสองวัน(1/2Sd/3)
-ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดดีมาก ความสิ้นเปลืองเปลือกต่อปีน้อยมาก  (ใช้เวลากรีดแต่ละหน้า 7–-8 ปี) ต้นยางแสดงอาการเปลือกแห้งน้อยมาก
-เป็นระบบที่ใช้ได้ทั่วไปเหมาะกับยางทุกพันธุ์โดยเฉพาะพันธุ์ที่อ่อนแอต่ออาการเปลือกแห้ง เช่น พันธุ์ PB260 และ BPM24
-สามารถใช้ระบบกรีดนี้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดได้หลังจาก3ปีแรกของการกรีดสามารถกรีดสายหรือกรีดชดเชยและใช้สารเคมีเร่งน้ำยางได้

2)กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวัน(1/2Sd/2) 
-ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดดี ความสิ้นเปลืองเปลือกต่อปีน้อย (ใช้เวลากรีดแต่ละหน้า 5-6 ปี) ต้นยางแสดง อาการเปลือกแห้งน้อย
-เป็นระบบที่ใช้ทั่วไปเหมาะสมกับยางทุกพันธุ์ 
-เมื่อกรีดถึงระยะเปลือกงอกใหม่สามารถกรีดสายหรือกรีดชดเชยและใช้สารเคมีเร่งน้ำยางได้ 
-หากท้องที่ใดมีจำนวนวันกรีดน้อยกว่า 100 
วันต่อปีหลังจาก 3 ปีแรกของการกรีดสามารถกรีดชดเชย หรือกรีดสายได้

3)กรีดครึ่งลำต้นสองวันเว้นหนึ่งวัน(1/2S2d/3)
-ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดปานกลาง ความสิ้นเปลืองเปลือกต่อปีปานกลาง(ใช้เวลากรีดแต่ละหน้า 3-4 ปี) ต้นยางแสดงอาการ เปลือกแห้งปานกลางเป็นระบบที่ใช้กรีดกับเปลือกงอกใหม่หรือกับสวนที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไร่

4)กรีดหนึ่งในสามของลำต้นสองวันเว้นหนึ่งวัน(1/3S2d/3)
-ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดค่อนข้างน้อยความสิ้นเปลืองเปลือกต่อปีปานกลาง (ใช้เวลากรีด 3-4 ปี ต่อการกรีดแต่ละหน้า) ต้นยางแสดงอาการเปลือกแห้งปานกลาง ไม่ควรเปิดกรีดกับต้นยางที่มีขนาดเส้นรอบต้นต่ำกว่า 50 เซนติเมตร เพราะให้ผลผลิตน้อยมากเมื่อกรีดหน้ากรีดที่สาม ผลผลิตจะลดลงและลดลงมากขึ้นเมื่อกรีดใกล้โคนต้น การเปลี่ยนหน้ากรีดใหม่ให้เวียนตามเข็มนาฬิกาหรือเวียนทาง ด้านซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าหาต้นยาง เป็นระบบที่ใช้กรีดกับ เปลือกงอกใหม่หรือกับสวนที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไร่

5)กรีดหนึ่งในสามของลำต้นวันเว้นวันควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยางความเข้มข้น2.5%(1/3Sd/2+ET2.5%) 
-ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดดี ความสิ้นเปลืองเปลือกต่อปีน้อย (ใช้เวลากรีดแต่ละหน้า 5-6 ปี) ยางแสดงอาการเปลือกแห้ง ปานกลาง สามารถใช้ระบบกรีดนี้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานกรีดได้


2.การกรีดยางหน้าสูง: 
-การกรีดยางหน้าสูงคือการกรีดยางที่ระดับความสูงกว่า 150 เซนติเมตรจากพื้นดินขึ้นไปหรือระดับที่สูงกว่า การกรีดยางหน้าปกติ สำหรับระบบกรีดที่แนะนำ แบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้
1)การกรีดเพื่อพักหน้ากรีดปกติ
-เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ของหน้ากรีดปกติยังบางอยู่ จึงควรกรีดหน้าสูง เพื่อรอให้เปลือกงอกใหม่มี ความสมบูรณ์มากขึ้น และไม่ควรกรีดหน้าสูงบนหน้ากรีดที่สาม เพราะจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของต้นยาง เมื่อกลับไปกรีดหน้าล่างอีกครั้ง 
2)การกรีดก่อนโค่น
-เมื่อเปลือกของหน้ากรีดปกติบาง ให้ผลผลิตลดลง และประสงค์จะโค่นต้นยางเพื่อปลูกแทนยาง หรือปลูกพืชอื่นแทนยาง ควรใช้วิธีการกรีดหน้าสูงก่อนการโค่น 1-6 ปี เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากยางสูงสุด 

3.การใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง: 
สารเคมีเร่งน้ำยาง หมายถึง สารที่เมื่อใช้กับต้นยางแล้วจะทำให้เพิ่มการไหลของน้ำยางมากขึ้นคือได้ผลผลิตมากขึ้นหลังจากที่ได้มีการกรีดหรือการเจาะต้นยางในส่วนพื้นที่ที่อยู่ใกล้ๆ กับบริเวณที่ใช้สารเคมีเร่งน้ำยางสารเคมีที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน ได้แก่ สารเอธีฟอน(ethephon) ซึ่งสามารถปล่อยก๊าซเอทธิลีน(ethelene) ออกมาช้าๆ ให้ผลในการเร่งน้ำยางไหลออกได้เป็นอย่างดีนอกจากนั้นการอัดก๊าซเอทีลีนโดยตรงเข้าไปในเปลือกยาง ก็จะทำให้น้ำยางไหลออกได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งได้มีการนำมาใช้ร่วมกับการใช้เข็มเจาะแทนการกรีดยาง

การตอบสนองของพันธุ์ยางต่อสารเคมีเร่งน้ำยาง: 
-ยางแต่ละพันธุ์ตอบสนองต่อสารเคมีเร่งน้ำยางแตกต่างกัน ดังนั้นผู้ใช้สารเคมีเร่งน้ำยางควรพิจารณาพันธุ์ยางประกอบด้วย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการใช้สารเคมีเร่งน้ำยางสูงสุดดังนี้
-พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251, สงขลา36, PB255, PB260, PR255, RRIC110, และ RRIM600 ตอบสนองต่อสารเคมี เร่งน้ำยางในระดับปานกลาง
-พันธุ์ BPM24 ตอบสนองต่อสารเคมีเร่งน้ำยางในระดับต่ำ

การเพิ่มวันกรีดยาง: 
-การหยุดพักกรีดการกรีดยางติดต่อกันมีผลทำให้ผลผลิตของต้นยางลดลงในเวลารวดเร็วจึงจำเป็นต้องมีการหยุดกรีด โดยเฉพาะในฤดูผลัดใบ ซึ่งระยะดังกล่าวแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น หากมีความจำเป็นต้องกรีดในฤดูนี้ เพื่อเพิ่มจำนวนวันกรีดควรหยุดกรีดในระยะที่ต้นยางมีการผลิใบใหม่ เพราะถ้ากรีดในระยะนี้จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง
-การเพิ่มจำนวนวันกรีด จำนวนวันกรีดที่สูญเสียในแต่ละปี มีสาเหตุจากฝนตก หยุดกรีดในช่วงแล้งคนกรีดยางหยุดงาน และในภาวะที่มีโรคระบาดรุนแรง แต่สามารถเพิ่มวันกรีดยางได้ ดังนี้ 
1)การกรีดสาย<คือการกรีดยางหลังจากเวลากรีดปกติซึ่งเวลาดังกล่าวหน้ายางยังเปียกจากฝนตกตอนกลางคืนการกรีดสายสามารถกระทำได้แม้ในเวลาบ่ายหรือเวลาอื่นที่เหมาะสมแต่ไม่ควรกรีดในช่วง 11.00-13.00 น. เนื่องจากผลผลิตที่ได้รับ จะน้อยกว่าปกติมาก หากใช้ระบบกรีดวันเว้นวัน(d/2) หรือวันเว้นสองวัน(d/3) ควรใช้การกรีดสายเพื่อเพิ่มจำนวนวันกรีด
2)การกรีดชดเชย คือ การกรีดซ้ำงานกรีดเดิมในวันถัดไปเพื่อทดแทนวันกรีดที่เสียไปเนื่องจากฝนตก ในกรณีที่แต่ละวัน กรีดสลับแปลงกรีด คนกรีดต้องกรีด 2 แปลงกรีดในวันที่กรีดชดเชยและไม่ควรกรีดซ้ำแปลงเดิมติดต่อกันเกินกว่า 2 วัน
3)การใช้อุปกรณ์กันน้ำฝนคือ การใช้เสื้อกันฝนกับต้นยางที่มีขนาดเส้นรอบวงไม่เกิน 75 เซนติเมตร เพื่อป้องกันหน้ายางเปียก ค่าใช้จ่ายประมาณ 5–6 บาทต่อต้น

ข้อควรปฏิบัติสำหรับการกรีดยาง: 
1.ไม่ควรเปิดกรีดต้นยางที่ยังไม่ได้ขนาดเปิดกรีด เพราะให้ผลผลิตต่ำและต้นยางชะงักการเจริญเติบโต
2.ไม่ควรกรีดยางทุกวันหรือกรีดติดต่อกันหลายวัน เพราะมีการสิ้นเปลืองเปลือกสูง มีจำนวนต้นยางแสดงอาการเปลือก แห้งสูงส่งผลให้ผลผลิตต่ำและต้นยางชะงักการเจริญเติบโต
3.ควรใส่ปุ๋ยสูตร 30-5-18 ปีละสองครั้งๆ ละ 500 กรัมต่อต้นโดยปฏิบัติตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร
4.ควรระวังป้องกัน และรักษาโรคเส้นดำ ตลอดจนอาการเปลือกแห้ง โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร

ข้อควรระวัง:
***ควรระวังไม่กรีดให้บาดเนื้อไม้จะทำให้หน้ากรีดเสียนอกจากเปลือกงอกใหม่เสียหายไม่สามารถกรีดได้แล้วยังส่งผลให้คุณภาพของไม้ตกต่ำ


ข้อมูลอ้างอิง :  http://rakbankerd.com







โพสต์โดยสมาชิก : POK@