menu ทำความรู้จักกับสารพัดประโยชน์ของเกษตรอินทรีย์ ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน
date 11 ม.ค. 62 11:01    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


ทำความรู้จักกับสารพัดประโยชน์ของเกษตรอินทรีย์ ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน

ทำความรู้จักกับสารพัดประโยชน์ของเกษตรอินทรีย์ 
ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน

ต้องยอมรับว่ายุคนี้  " เกษตรอินทรีย์ "   มาแรงจริง ๆ  ทั้งในมุมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น  รวมถึงมุมของ เกษตรกร  และนักธุรกิจเกษตร  ที่เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าทั่วไปมาผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์กันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทันต่อกระแสและความต้องการของตลาดโลก


และไม่เพียงแค่เมืองไทยที่ต้องการสินค้าที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมี ตลาดโลกยังมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์อยู่มาก ในส่วนของมุมผู้บริโภคนั้น มีมูลค่าการซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกนั้น สูงถึง 3 ล้านล้านบาท โดยตลาดใหญ่ที่สุด คือ ตลาดสหรัฐ มีสัดส่วน 50% รองลงมาเป็นตลาดยุโรป ซึ่งฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นประเทศที่มีการบริโภคมากสุดในตลาดยุโรป

และในมุมของผู้ผลิตอย่างเกษตรกร  ยืนยันได้ด้วยรายงานการศึกษาฉบับล่าสุด  ปี  2018  "The  World  of  Organic  Agriculture" (เก็บข้อมูล  ณ  สิ้นปี  2016)  โดย สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ   (IFOAM - Organics  International)  ที่แสดงถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความต้องการของผู้บริโภคต่อสินค้าออร์แกนิคที่กำลังเพิ่มขึ้น  มีเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น มีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์มากขึ้น  มีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น


เทรนด์การทำเกษตรอินทรีย์  เป็นเทรนด์ระดับโลก  ที่กลายมาเป็นความหวังของการทำเกษตรยุคนี้ไปแล้ว  การทำเกษตรอินทรีย์และการผลิตอาหารอินทรีย์นั้นไม่ง่าย  และต้องใช้ความมุ่งมั่นและความใส่ใจในรายละเอียดอย่างจริงจัง  ต้องได้รับการตรวจสอบย้อนกลับได้จากฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหารโดยหน่วยตรวจรับรองอิสระอาหารอินทรีย์  ที่ต้องมีข้อกำหนดที่ชัดเจนและเข้มงวด  กว่าที่จะติดฉลากสินค้าออร์แกนิคบนบรรจุภัณฑ์ได้  จะต้องผลิตขึ้นโดยใช้ปัจจัยการผลิตที่มาจากธรรมชาติ  ใช้พลังงานน้อยและคำนึงถึงความเป็นอยู่ของสัตว์  ซึ่งก็เป็นแหล่งที่มาของปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในฟาร์ม  เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้จริงอาหารที่กินเข้าไปนั้นไร้สารพิษอย่างแท้จริง

และปัจจัยที่ผู้ผลิต  เกษตรอินทรีย์ ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิต ผลิตผลเกษตรอินทรีย์  เพื่อสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคสามารถไว้วางใจได้  และจะนำไปสู่ความสำเร็จของผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่ตลาดโลก  ต้องปฏิบัติให้ได้ดังนี้


"ความเสี่ยงต่อยาฆ่าแมลงต้องเป็นศูนย์"
มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไม่อนุญาตให้ใช้สารกำจัดแมลงสังเคราะห์  และไม่ให้ใช้สารกำจัดวัชพืช  เช่น  ไกลโฟเสต  แต่อนุญาตให้ใช้สารกำจัดแมลง  20  ชนิดที่ได้จากส่วนประกอบธรรมชาติ  แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ด้วยเหตุนี้  ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ต้องลดการแทรกแซงธรรมชาติ  โดยการปลูกพืชหมุนเวียนและสร้างความหลากหลายโดยเลือกพืชที่ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช  เกษตรกรอินทรีย์จึงสามารถจะลดปัญหาโรคพืช  และลดความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีลงได้จริง

ยกตัวอย่าง สารประกอบเคมีรุนแรงที่ใช้ในการฆ่าหญ้า อย่าง ไกลโฟเสต ที่พบในขนมปัง  ซึ่งจะติดตามเมล็ดข้าวและไปอยู่ในอาหารในที่สุด  จากการทดสอบการปนเปื้อนของสารกำจัดแมลงในอาหารพบว่า  เกือบ  2  ใน  3  ของขนมปังตรวจพบไกลโฟเสต แต่ผู้ผลิตไกลโฟเสตยังยืนยันว่า"อยู่ในระดับที่ปลอดภัย"ในขณะที่รายงานจากหน่วยงานค้นคว้าวิจัยโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อสรุปแล้วว่า  ไกลโฟเสต มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสารก่อมะเร็ง  รายงานได้ตีพิมพ์  และชี้ให้เห็นว่า ไม่มีระดับปลอดภัยสำหรับไกลโฟเสตในอาหาร  เราต้องเอายาฆ่าหญ้าออกจากอาหาร และจากร่างกายของเรา การใช้ไกลโฟเสตและผลิตภัณฑ์ที่มีไกลโฟเสตเป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติก่อนการเก็บเกี่ยวเป็นหลักการที่ผิดมหันต์  และเราต้องเรียกร้องให้ยุติการกระทำเช่นนี้ทันที


"หยุดการตัดแต่งพันธุกรรม  ก้าวสู่การเป็น ออร์แกนิค ที่แท้จริง"
ถ้ามาประมวลอุตสาหกรรมตัดแต่งพันธุกรรมที่ผ่านมา  ซึ่งได้ประกาศตัวว่าพืชตัดแต่งพันธุกรรมจะปฏิวัติเกษตรกรรม แก้ปัญหาความหิวโหยในโลกนี้  แต่คำสัญญานั้นไม่เคยเป็นจริง  การให้คำสัญญาถึงผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้น  ไม่สามารถแม้แต่จะผลิตตัวอย่างที่จะขายได้จริงทางการค้า คำอวดอ้างถึงสายพันธุ์พืชที่ต้านทานแมลงศัตรูพืช ทนต่อการความเสียหาย  ทนน้ำท่วม  ทนเค็ม  ที่สามารถผลิตได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้านต้นทุน ผ่านเทคนิคการตัดแต่งพันธุกรรม ล้วนแต่ไม่เคยเข้าใกล้ความเป็นจริงเลย

ขณะที่ต้นทุนที่เกษตรกรต้องจ่ายเพื่อใช้ยาฆ่าแมลงอันตรายมากขึ้นๆ  อุตสาหกรรมตัดแต่งพันธุกรรมยังกีดกันเกษตรกรจากการเก็บเมล็ดพันธุ์  แต่ต้องซื้อจากบริษัทแทน  เพราะนอกจากพืชตัดแต่งพันธุกรรมจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้แล้ว  แต่มันยังส่งผลต่อเกษตรกรที่ไม่ได้ใช้พืชตัดแต่งพันธุกรรมแต่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนด้วย


"ความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยงก็สำคัญ"
สัตว์เลี้ยงอินทรีย์ จะต้องไม่มีการให้ยา  ใช้สารปฏิชีวนะ  และยาถ่ายพยาธิ  และต้องเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระ  มีพื้นที่ว่างที่มีสัดส่วนเหมาะสมกับจำนวนสัตว์ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและการติดโรคได้  เลี้ยงด้วยอาหารที่เป็นธรรมชาติ  ปลอดจีเอ็มโอ ต้องมีทุ่งหญ้าหรือแปลงพืชอาหารสัตว์ที่เป็นอินทรีย์ ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติ  ห้ามใช้สารเคมีกำจัดแมลง


"เกษตรอินทรีย์  ต้องดีกับทุกชีวิตในระบบนิเวศ"
ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ต้องเป็นบ้านสำหรับผึ้ง  นก  และผีเสื้อ  เกษตรกรเกษตรอินทรีย์ก็เหมือนมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลสรรพสัตว์โดยการจัดการดูแล ระบบนิเวศ ถิ่นที่อยู่ของเหล่าสัตว์  ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์  โดยเฉลี่ย  พืช  แมลง  และนก  ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกหลากหลายสายพันธุ์ด้วย 

เพื่อให้เห็นภาพ  ขอยกตัวอย่าง  ผึ้ง  ที่เป็นสัตว์ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ระบบนิเวศเกษตรอินทรีย์ได้ดีที่สุด เพราะผึ้งมีหน้าที่ผสมเกสรทั้งผักและผลไม้  ซึ่งพืชหลายๆชนิดไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ถ้าไม่มีผึ้งหรือตัวช่วยผสมเกสร  ไม่เพียงเท่านั้น  ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และผึ้งคือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุด  ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์บนโลกใบนี้ ครึ่งทศวรรษหลังผึ้งถูกทำร้ายด้วยยาฆ่าแมลง  โรคภัยและการสูญเสียถิ่นที่อยู่  เห็นได้จากจำนวนผึ้งที่ลดลงมาก แต่การทำเกษตรอินทรีย์และเปลี่ยนเรือกสวนไร่นาของเราให้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการช่วยสร้างถิ่นที่อยู่สำหรับนักผสมเกสรเหล่านี้


"โลกจะดีขึ้นได้  ด้วยเกษตรอินทรีย์"
เกษตรอินทรีย์  เหมือนการจับมือเป็นมิตรกับธรรมชาติ  ต้องไม่มีการฝืนธรรมชาติ ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำเกษตรทั่วไป  หรือ ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำและสุขภาพของดิน  ขณะเดียวกัน  การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้พึ่งพาปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีกำจัดแมลง ย่อมช่วยลดการปนเปื้อนในน้ำและดินได้  ที่สำคัญยังส่งผลต่ออากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีได้อีกด้วย

เกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมาก  การทำเกษตรอินทรีย์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยช่วยเพิ่มการสะสมคาร์บอนในดิน  โดยลดการใช้ปุ๋ยแร่ธาตุ ดินที่ดีจะดูดซับคาร์บอนไว้มากกว่า  3  เท่าของบรรยากาศ และมากกว่า  5  เท่าของป่าไม้  ถ้าฟาร์มทั้งประเทศเปลี่ยนไปทำเกษตรอินทรีย์  จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ได้เกือบเท่าๆกับการปล่อยก๊าซจากรถยนต์  1  ล้านคัน  เลยทีเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว คนทั่วไปมักคิดว่า  อาหารออร์แกนิค มีราคาแพง แต่ในความเป็นจริงอาหารออร์แกนิคไม่ได้แพงกว่าเสมอไป เพราะปัญหาใหญ่ของอาหารที่วางขายทั่วไป  คือ  ต้นทุนที่แท้จริงของอาหารไม่ได้ถูกแสดงอยู่ในราคาสินค้า  ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ  อาหารที่ถูกผลิตด้วยกรรมวิธีที่ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษ หรือทำให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะในผู้คน อาจจะดูราคาถูกในร้านค้า แต่ราคาจริงที่เราต้องจ่ายจริงๆ  แล้วแพงกว่านั้นมาก  ดังนั้น  การลงทุนเปลี่ยนมากินอาหารออร์แกนิค ไม่ใช่จะแค่ได้ทุนคืนเป็นสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้น  แต่ยังได้ช่วยสร้างสังคมเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อโลกด้วย








โพสต์โดยสมาชิก : POK@



menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow