menu เทคนิคการปลูกเงาะ ในพื้นที่ราบสูงให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
date 11 ม.ค. 62 13:01    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


เทคนิคการปลูกเงาะ ในพื้นที่ราบสูงให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
indiglow

เทคนิคการปลูกเงาะ  ในพื้นที่ราบสูงให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เงาะ    เป็นไม้ผลที่ปลูกได้  ในดินเกือบทุกชนิด  แต่จะเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีระบายน้ำดี  โดยทั่วไปจะนิยมปลูกในพื้นที่จังหวัดใน  ภาคตะวันออกและภาคใต้  เนื่องจากสภาพพื้นดังกล่าวมีความชื้นในอากาศสูง  มีฝนตกกระจายเกือบตลอดปี ปัจจุบันเริ่มมีการปลูกเงาะกระจัดกระจายตามทั่วทุกภาค  ซึ่งแต่ละที่ที่ปลูกก็ต้องมีการเตรียมพื้นที่ให้เหมาะสม เช่นที่ทางภาคเหนือจะนิยมปลูกไว้บนเขาเพื่อจะได้อากาศและความชื่นที่พอเหมาะ  แต่ผลผลิตที่ได้ก็จะแตกต่างกันไปคือเงาะที่ปลูกในภาคเหนือจะมีลักษณะผลเปลือกบาง รสชาติ หวาน กรอบ เนื้อร่อน ไม่เฉาะและ  ส่วนเงาะที่ปลูกในภาคตะวันออกและภาคใต้จะหวาน  เนื้อนุ่ม  เฉาะ  เปลือกหนา เป็นต้น


คุณอำไพร  เมืองอินทร์   เกษตรกร ผู้ปลูก เงาะพันธุ์โรงเรียน  เทศบาลตำบลไม้ยา  อำเภอพญาเม็งราย  จังหวัดเชียงราย   คุณอำไพรได้กล่าวกับทีมงานว่าตนมีพื้นที่การเกษตรทั้งหมด  60  ไร่  ปลูกลำไยพันธุ์อีดอก้านอ่อนจำนวน  43  ไร่  หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็ประสบปัญหาเรื่องราคาลำไยที่ตกต่ำ  ต่อมาปี  พ.ศ. 2543  จึงมีความคิดที่จะนำเงาะมาปลูกเพิ่มเพื่อสร้างรายได้  คุณอำไพรได้นำเงาะพันธุ์โรงเรียนมาปลูกในพื้นที่ที่เหลืออีกประมาณ  17  ไร่  โดยได้นำพันธุ์มาจากจังหวัดจันทร์บุรี  เป็นพันธุ์ที่เพาะเมล็ดคัดเอาต้นที่สมบูรณ์แล้วทำการเสียบยอด  ปลูกในพื้นที่เขาประมาณ  3  ปีก็สามารถให้ผลผลิตมาถึงปัจจุบัน

คุณอำไพร   กล่าวว่าเงาะส่วนใหญ่จะมีปลูกมากในภาคตะวันออก  ซึ่งนับว่าให้ผลผลิตดีเป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภค เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศอำนวยดี  แต่ปัจจุบันได้เริ่มมีเกษตรกรทางภาคเหนือได้นำมาปลูกที่ไว้บนที่ราบสูงนับว่าได้ผลดีไม่แพ้กันเลยที่เดียว เงาะพันธุ์โรงเรียนเป็นเงาะที่มีคุณภาพดี  เป็นที่ต้องการของตลาด  ราคาสูงกว่าเงาะพันธุ์สีชมพู  มีผิวสีแดงเข้ม โคนขนมีสีแดง ปลายขนสีเขียว เนื้อหนาแห้ง  และล่อนออกจากเมล็ดได้ง่าย เป็นพันธุ์ที่ตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดีแต่มีข้อเสียคือ อ่อนแอต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ  ในกรณีที่ขาด น้ำในช่วงของผลอ่อน ผลจะแตกหรือร่วงหลนเสียหายได้  มากกว่าเงาะพันธุ์สีชมพู

เงาะที่นำมาปลูกนั้น  ได้พันธุ์มาจากจังหวัดจันทร์บุรี  ซึ่งเป็นเงาะพันธุ์โรงเรียน โดยการขยายพันธุ์ด้วยการทราบกิ่งและการติดตา  หลังจากที่ปลูกแล้วเกษตรกรจะปฏิบัติดูแลรักษาหลังจากปลูกเป็นอย่างดี  เงาะจะเริ่มให้ผลเมื่อมีอายุประมาณ  3-4  ปี  การเตรียมพื้นที่ปลูกควรเตรียมพื้นที่ปลูกในฤดูแล้งเพราะสามารถทำงานได้สะดวก  และสามารถปลูกได้ทันทีตั้งแต่ต้นฤดูฝน ไถกำจัดวัชพืช ตลอดจนตอไม้และไม้ยืนต้นอื่น ๆ  ออกให้หมดไถพรวน ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบ


เงาะเป็นไม้ผลที่มีทรงพุ่มกว้างและออกดอกที่ปลายทรงพุ่ม  จึงต้องปลูกเงาะให้เจริญเติบโต  จะได้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ และเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติภายในสวน โดยระยะปลูกที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 8x8 เมตร ในพื้นที่  1  ไร่  จะปลูกเงาะได้ประมาณ 16 ต้น และหลุมที่ปลูกเงาะจะมีขนาดความลึก  15  เซนติเมตร  กว้าง  8  นิ้ว  วิธีปลูกจะคุ้ยดินที่เตรียมไว้ให้เป็นหลุมเล็ก ๆ วางกิ่งพันธุ์ที่นำออกมาจากภาชนะลงตรงกลางหลุม แล้วกลบดิน ให้สูงกว่าระดับดินเดิมไม่เกิน  1  นิ้ว  และไม่ควรให้สูงถึงรอยแผลที่ติดตา แล้วใช้ไม้เป็นหลักผูกยึด กิ่งพันธุ์ดีไว้กับหลักเพื่อป้องกันต้นล้ม เสร็จแล้วต้องรดน้ำตามทันทีเพื่อช่วยให้เม็ดดินกระชับราก

วิธีการดูแลรักษาให้น้ำเงาะ  โดยเงาะที่เริ่มปลูกจะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนกว่าเงาะจะตั้งตัวได้ ปกติแล้วควรให้  7-10  วัน / ครั้ง  เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง คุณอำไพรจะหาหญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมบริเวณโคนต้นเพื่อ รักษาความชื้นในดิน สำหรับเงาะที่ให้ผลแล้วนั้น ในระยะใกล้จะออกดอกจะมีการบังคับน้ำโดยให้น้ำปริมาณที่น้อยมาก เพื่อป้องกันการแตกใบอ่อนและเมื่อเงาะแทงช่อดอกออกมาให้สังเกตว่า มีใบอ่อนแซมซ่อมดอกออกามากหรือน้อย ถ้ามีใบอ่อนแซมซ่อมดอกมากก็งดการให้น้ำสักระยะจนใบอ่อนที่แซม มานั้นร่วงจนหมดจึงค่อยเริ่มให้น้ำ  เพื่อให้ตาดอกเจริญต่อไป โดยจะให้ประมาณ  1  ใน  3  ของการ ให้น้ำตามปกติ และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อดอกเริ่มปานและติดผล  ในช่วงการเจริญเติบโตของผลจะ ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ  เพราะถ้าเงาะได้รับน้ำน้อยเกินไป ผลจะเล็กผลลีบและมีเปลือกหนา ในช่วงที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวถ้าฝนทิ้งช่วงต้องมีการดูแลให้ต้น เงาะได้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าเงาะขนาดน้ำแล้วเกิดมีฝนตกลงมา ผลเงาะจะได้รับ น้ำอย่างกระทันหัน จะทำให้ผลแตกเสียหายได้ คุณอำไพรแก้ปัญหาด้วยการวางระบบน้ำกระจายน้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ทั่วไร่

คุณอำไพรกล่าวว่าเมื่อเงาะมีอายุได้ประมาณ  1-2  ปี  ก็จะใส่ปุ๋ยในอัตรา  1:1:1  เช่น ปุ๋ยสูตร  15-15-15  ประมาณ  1/2 - 1  กิโลกรัม / ต้น  และเพิ่มขึ้นประมาณ   กิโลกรัม/ต้น/ปี  โดยแบ่งใส่  2  ครั้ง ในตอนต้นและปลายฤดูฝน  ให้ใส่ปุ๋ยหลังจากตัดแก่งกิ่งและ  กำจัดวัชพืชแล้วโดยใส่ร่วมกับปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคอก 
ปุ๋ยอินทรีย์

ส่วน การใส่ปุ๋ยเงาะ ที่ให้ผลแล้ว   ปริมาณการใส่ปุ๋ยให้พิจารณาจากอายุต้น  ความอุดมสมบูรณ์ของต้น ชนิดของดิน  และปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในฤดูที่ผ่านมา  การใส่ปุ๋ยเงาะที่ให้ผลแล้ว  จะให้ใน  3  ช่วง  ด้วยกันดังนี้

1. การใส่ปุ๋ยเมื่อเก็บเกี่ยวผลเงาะเสร็จเรียบร้อยแล้ว  โดยจะต้องรีบตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชโดยเร็ว  ให้ใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา  1:1:1  เช่น  ปุ๋ยสูตร  15-15-15  ต้นละ  2-3  กิโลกรัม  และปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยคอก  ต้นละ  2-3  ปิ๊บ โดยใส่ปุ๋ยเป็นหลุม ๆ  รอบทรงพุ่ม โดยใช้ปลายแหลมแทงดินเป็นรู ๆ  หรือใช้จอบขุดดินเป็นหลุม หยอดปุ๋ยแล้วกลบ เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ของต้นให้พร้อมที่จะออกผลในฤดูกาลถัดไป

2. การใส่ปุ๋ยก่อนการออกดอก  พอปลาย ๆ  ฝน  เมื่อฝนเบาบางลงหรือฝนเริ่มทิ้งช่วงให้ใส่ปุ๋ยเพื่อช่วยและตัวหลังสูง  เช่น  สูตร  8-24-24  หรือ  9-24-24  ประมาณ  2-3  กิโลกรัม /ต้น

3. การใส่ปุ๋ยเมื่อติดผลแล้ว  หลังจากดอกบานและติดตามเล็ก ๆ  นอกจากจะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอแล้ว จะต้องให้ปุ๋ยสูตร  15-15-15  หรือ  16-16-16  ปริมาณ  2-3  กิโลกรัม   /   ต้น  คุณอำไพรยังกล่าวอีกว่าการใส่ปุ๋ยทุกครั้งเกษตรกรจะต้องกระทำหลังจากการกำจัดวัชพืชแล้วถึงจะได้ผล  ป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้นในสวนอย่างหนาแน่น   เพราะนอกจากจะไปแย่งอาหารจากเงาะแล้วยังเป็นแหล่งสะสมของ  โรคและแมลงอีกด้วย  ซึ่งอาจจะใช้รถตัดหญ้าหรือใช้สารเคมีควบคุมเป็นบางครั้งการผสมเกสรโดยการนำสารควบคุมการเจริญเติบโตหรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่าฮอร์โมพืช เป็นวิธีที่ที่นิยมกันในปัจจุบัน  ฉีดพ่นเมื่อดอกบานภายในช่อประมาณ 25-30%ให้ฉีดพ่นช่อดอกเป็นจุด ๆ  กระจายทั่วต้น หรือจะพ่นเป็นทางยาวพาดผ่านต้น  ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยให้ดอกกระเทยมีเกสรตัวผู้ที่แข็งแรง  แต่รังไข่จะไม่ทำงาน ฉะนั้นเมื่อดอกบานแล้วก็จะร่วงหล่นไปไม่ติดผล


ทั้งนี้  โรคที่เกษตรกรทั่วไปที่ ปลูกเงาะ พบจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกันเช่น ขอบใบแห้งหรือปลายใบแห้งจะพบอาหารที่ปลายใบหรือขอบใบของเงาะแห้ง มีสีน้ำตาลถ้าเป็นมาก ๆ  ใบจะแห้งและม้วนงอ เกิดจากสาเหตุ  ในช่วงแล้ง  ความชื้นในอากาศมีน้อย  เงาะได้รับน้ำไม่เพียงพอป้องกัน  และแก้ไขได้โดยการรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ และระบบรากถูกทำลายหรือถูกรบกวน  ส่วนใหญ่แก้ไขได้โดยการใช้สารเคมีฉีดพ่น  ส่วนโรคช่อดอกแห้งเกิดจากสภาพอากาศแห้งแล้ง  ซึ่งดอกเงาะในรุ่นแรกจะแห้ง  การติดผลน้อยมาก  แต่ถ้าหากช่อดอกยัง  มีความแข็งแรงและได้รับความชุ่มชื้นเพียงพอก็สามารถแทงช่อดอก ต่อจากเดิมได้อีก  ซึ่งเรียกว่า ช่อดอกหางแลนหรือหางแย้  และสาเหตุที่ทำให้ดอกร่วง ช่อดอกแห้งคือเพลี้ยไฟ

เงาะที่คุณอำไพรปลูกไว้  จะออกดอกประมาณเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์และจะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดต้นเดือนมิถุนายน-ปลายเดือนกรกฎาคม  ของทุกปี  ซึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อหน้าสวน กิโลกรัมละ  8-10  บาท  (ขึ้นอยู่กับกลไกลการตลาด)  ถ้าเก็บไปขายเองในตลาดชุมชน  กิโลกรัม ละ 15  บาท


การเก็บเกี่ยว  คุณอำไพรกล่าวว่าไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีแดดจัดเพราะจะทำให้เงาะสูญเสียน้ำ  และเหี่ยวอย่างรวดเร็ว  โดยปกติแล้วจะเก็บเกี่ยวเงาะในช่วงเช้า  โดยใช้กรรไกรตัดในระยะที่มือเอื้อมถึง หรือจะใช้บันไดปีนขึ้นไปตัด  ถ่ายใส่ภาชนะที่เตรียมไว้  ควรหลีกเลี่ยงการตัดช่อเงาะให้หลุดจากต้นลงมากระทบพื้นดินโดยตรง เพราะจะทำให้ผลเงาะซ้ำ  ผลแตก  จนหัก  มีตำหนิและเกิดการเน่า  ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภค



โพสต์โดยสมาชิก : POK@


indiglow
menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow