menu วิธีการปลูก และดูแล กระเจี๊ยบเขียว
date 31 ม.ค. 62 12:01    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


วิธีการปลูก และดูแล กระเจี๊ยบเขียว
indiglow

วิธีการปลูก  และดูแล  กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว   (Okra)  เป็นพืชล้มลุกที่นิยมนำฝักอ่อนมาลวกรับประทานเป็นผักหรือใช้ประกอบอาหาร  เช่น  แกงเลียง  แกงจืด  รวมถึงแปรรูปเป็นผงกระเจี๊ยบเขียวสำหรับผสมอาหารเพื่อความหนืดของอาหาร  ช่วยเพิ่มปริมาตร  และรสสัมผัสที่ดีมากขึ้น  นอกจากนั้น  เมือกจากกระเจี๊ยบเขียวยังถูกสกัดเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และการผลิตยา


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก  และลำต้น
กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชล้มลุก  อายุประมาณ  1  ปี  มีระบบรากประกอบด้วยรากแก้ว  และรากฝอย  หยั่งลึกได้ถึง  30-60  ซม.  ส่วนลำต้นจะตั้งตรง  สูง  0.80-1.50  เมตร  ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน  เปลือกลำต้นบาง  มีสีขาวนวล  แตกกิ่งน้อย  กิ่งมีขนาดสั้น

ใบ
ใบกระเจี๊ยบเขียว  เป็นชนิดใบเดี่ยว ใบมีรูปร่างคล้ายใบละหุ่ง  มีทั้งรูปร่างกลมหรือเกือบทรงกลม  หรือ เป็นแฉกแบบร่องลึก  ออกเรียงแบบสลับ  ปลายใบแหลม  ใบหยักแหลมคล้ายฟันเลื่อย  โคนใบเป็นรูปหัวใจ  ด้านบนใบมีสีเขียวเข้มกว่าด้านล่างใต้ใบ  ผิวใบหยาบ  และสากมือ

ดอก
ดอกกระเจี๊ยบเขียว  ออกเป็นดอกเดี่ยว แทงออกบริเวณเหนือซอกใบ  โดยดอกแรกจะเกิดที่ข้อที่  6-8  กลีบ  เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ที่สามารถผสมตัวเอง และผสมข้ามได้ ดอกมีสีเหลืองอมขาว มีกลีบดอก 5 กลีบ บริเวณกลางดอกมีสีม่วง  ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาด  4-8  เซนติเมตร ดอกที่ผสมติดแล้ว  กลีบดอกจะฝ่อและร่วงไปภายใน 3-4 วัน เหลือเฉพาะรังไข่ที่พัฒนากลายเป็นฝักอ่อน

ฝัก และเมล็ด
ผลกระเจี๊ยบเขียว  หรือ เรียกว่า ฝัก  เกิดเหนือซอกใบ  มักติดฝักตั้งแต่ข้อที่  6-8  จนถึงปลายยอดลำต้น  และปลายกิ่ง  ฝักมีรูปร่างเรียว เป็นร่องเหลี่ยมตามแนวยาว ปลายฝักแหลม  และสามารถพบฝักทั้งชนิดกลม และเหลี่ยม จำนวนเหลี่ยม  5-9  เหลี่ยม  แต่ทั่วไปพบ  8  เหลี่ยม  ความยาวฝัก  4-20  เซนติเมตร  ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เมล็ดมีรูปร่างกลม  มีขนาดเท่ากับเมล็ดนุ่น เมล็ดอ่อนจะมีสีขาว  เหลือง  และเมล็ดที่เริ่มแก่ในฝักที่ยังไม่แห้งจะมีสีดำเป็นมันวาว  แต่เมื่อฝักแห้งหรือเมล็ดแห้ง เมล็ดแก่จะมีขนาดเล็กลงเล็กน้อย  ผิวเมล็ดจะไม่เป็นมันวาว  และมีสีดำอมเทา เมล็ดภายในฝักจะเรียงเป็นแถวตามแนวยาวของฝัก ซึ่งจะแทรกอยู่บริเวณเหลี่ยมของฝัก  แต่ละเหลี่ยมจะมีเมล็ดประมาณ  10-15  เมล็ด  ดังนั้น ฝัก  1  ฝัก  จะมีเมล็ดประมาณ  60-135  หรือทั่วไปประมาณ  96  เมล็ด  ทั้งนี้ ฝักอ่อนที่นิยมนำมาบริโภคจะมีความยาว  7.5-12.5  เซนติเมตร


กระเจี๊ยบเขียวที่ปลูกเพื่อบริโภคในประเทศจะปลูกได้ตลอดทั้งปี ส่วนการปลูกเพื่อส่งไปญี่ปุ่นจะปลูกตั้งแต่เดือนสิงหาคม และเก็บฝักในช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน  เนื่องจาก ช่วงนี้ประเทศญี่ปุ่นจะเข้าฤดูหนาวทำให้ไม่สามารถปลูกได้  จึงใช้การนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนการปลูกทั่วไปจะเป็นเป็น  2  ช่วง  คือ  ช่วงแรก  เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม  ช่วงที่  2  เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม

1. พันธุ์  Hit  9701
พันธุ์  Hit  9701  เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากอินเดีย  นิยมปลูกมากในภาคกลาง  เป็นพันธุ์ที่ต้านทานโรคใบด่างไวรัสได้ดี  ฝักมี  5  เหลี่ยม  สีเขียวเข้มทั่วฝัก  เนื้อฝักมีเส้นใยน้อย ลำต้นไม่มีหนาม  ติดฝักเร็ว ให้ผลผลิตสูง  และเก็บฝักไว้ได้นาน เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ

2. พันธุ์ลูกผสมรุ่นที่  1
พันธุ์นี้  ฝักอ่อนมีเส้นใยน้อย  ฝักมีสีเขียวเข้ม  ฝักมี  5  เหลี่ยม  สามารถต้านทานโรคได้ดี  และให้ผลผลิตสูง  ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมมากในตลาดญี่ปุ่น

3. พันธุ์ผสมจากต่างประเทศ
เป็นพันธุ์ที่มาจากต่างประเทศ  ฝักมีลักษณะกลม ป้อม และสั้น  เช่น  พันธุ์  Clemson  และพันธุ์  Spineless  ส่วนฝักที่เรียวยาว  ฝักมี  8  เหลี่ยม  สีเขียวสด  เช่น  พันธุ์  Dwarf  Green  พันธุ์นี้นิยมแปรรูปบรรจุกระป๋อง

4. พันธุ์ไทยที่ปรับปรุงโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ฝักจะมีสีเขียวสด รูปฝักห้าเหลี่ยม  ต้านทานโรคได้ดี  ติดฝักจำนวนมาก  ฝักมีน้ำหนักดี  ราคาเมล็ดพันธุ์  50-80  บาท/กิโลกรัม


การเตรียมดิน
เตรียมดินด้วยการไถกลบหน้าดิน  และตากดินให้แห้ง 7-10 วัน จำนวน 2 ครั้ง ก่อนการไถครั้งที่ 2 สำหรับพื้นที่ค่อนข้างดินเป็นกรด  เช่น  ภาคกลาง  ให้หว่านด้วยปูนขาว  อัตรา  80  กิโลกรัม/ไร่  ปุ๋ยคอก  2  ตัน/ไร่ ปุ๋ยเคมี  15-15-15  จำนวน  35  กิโลกรัม/ไร่  หลังจากนั้น  ทำร่องปลูกให้เป็นแถวลึกประมาณ  5  ซม. 
ระยะห่างของแถว  75  ซม.

ขั้นตอนการปลูก
การปลูกกระเจี๊ยบเขียว  เกษตรกรจะใช้วิธีการหยอดเมล็ด ใช้เมล็ดหนัก  1  กิโลกรัม/ไร่  จำนวนเมล็ดประมาณ  14,200-166,600  เมล็ด

นำเมล็ดมาแช่น้ำร่วมกับน้ำยาฆ่าเชื้อรา และป้องกันแมลง เช่น สารเบนโดมิล  10  กรัม/เมล็ด  1  กิโลกรัม  นาน  30-40  นาที  ก่อนนำลงหยอดในร่อง  ระยะห่างระหว่างเมล็ด  50  ซม.  ซึ่งจะได้ระยะของต้นที่  50×75  ซม.  จำนวน  8,480  ต้น

การให้น้ำ
การปลูกกระเจี๊ยบในฤดูฝนจะไม่ค่อยให้น้ำมากนัก  แต่หากปลูกในฤดูแล้ง  ในช่วง  1-2  อาทิตย์แรก  ควรให้น้ำทุกวัน วันละ  1  ครั้ง  หลังจากนั้น ค่อยลดเหลือ  3-4  วัน/ครั้ง

การใส่ปุ๋ย
– สำหรับพันธุ์ที่มีอายุการปลูกสั้น  40-45  วัน หลังการปลูกได้  20-30  วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร  12-12-24  ไร่ละประมาณ  30  กิโลกรัม
– สำหรับพันธุ์ที่มีอายุเก็บเกี่ยวนาน  ในช่วงแรกจะให้ปุ๋ยสูตร  15-15-15  ก่อน แล้วก่อนระยะออกดอกค่อยให้สูตร  12-12-24  อีกครั้ง

การตัดต้น
เกษตรกรในบางพื้นที่จะใช้วิธีการตัดยอด  เพื่อให้มีลำต้นสูง  เพื่อให้มีลำต้นสูง  50-70  ซม.  และที่สำคัญเพื่อให้ลำต้นแตกกิ่งให้มากขึ้น


กระเจี๊ยบเขียวจะเริ่มติดดอกได้หลังปลูกที่อายุ  40-45  วัน  ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์  บางพันธุ์มีอายุเก็บเกี่ยวนานถึง  180  วัน  และดอกจะบานหลังจากนั้นประมาณ  10  วัน  การบาน  และการผสมเกสรของดอกจะใช้เวลาประมาณ  1  วัน  หลังจากนั้น  กลีบดอกจะเหี่ยว  และร่วงหลุดไป และหลังจากนั้นประมาณอีก 5 วัน ฝักจะพัฒนาจนมีความยาวได้  6-10  ซม.  ซึ่งเป็นระยะฝักอ่อนที่มีคุณภาพ มีเส้นใยน้อย ฝักกรอบไม่เหนียว  เหมาะสำหรับเก็บฝักมากที่สุด

หลังจากดอกร่วง  ฝักกระเจี๊ยบเขียวจะโตเร็วมาก  สามารถเพิ่มความยาวฝักได้วันละ  1-3  ซม.  โดยเฉพาะวันที่มีแดดตลอดวัน  ดังนั้น  หากปลูกในแปลงขนาดใหญ่จะต้องเข้าเก็บทุกวัน  และจะต้องเก็บฝักออกให้หมดในแต่ละต้น  เพราะหากมีฝักเหลือบนต้น  สารอาหารจะถูกส่งมาเลี้ยงฝักตลอด  ทำให้ฝักที่ติดใหม่มีขนาดเล็ก และคุณภาพไม่สม่ำเสมอ

ในช่วงแรกของการติดฝักจะติดฝักบริเวณส่วนของลำต้นก่อน  ดังนั้น  ฝักที่เก็บในช่วงแรกจะเป็นฝักจากลำต้น  ซึ่งจะต้องเก็บให้หมดภายในหนึ่ง-หนึ่งเดือนครึ่ง  หลังจากนั้น  จึงค่อยทยอยเก็บฝักจากกิ่ง

ช่วงเวลาเก็บฝักกระเจี๊ยบเขียวที่เหมาะสมจะเป็นช่วงเช้าตรู่จนถึงช่วงสาย  โดยใช้มีดหรือกรรไกรตัดที่ขั้ว ยาวประมาณ 1 ซม. ด้วยการตัดตรง ไม่ควรตัดเป็นปากฉลาม  เพราะอาจตัดพลาดไปโดนฝักอื่นได้ และห้ามใช้มือเด็ด เพราะจะทำให้ฝักช้ำได้  พร้อมให้ตัดใบตรงข้อทิ้งด้วย  เพื่อให้แสงแดดส่องถึงฝักอ่อนที่เหลือให้มีสีเขียวเข้ม  และหลังจากเก็บฝักให้นำฝักเข้าร่ม  และส่งทันที  โดยไม่พรมน้ำ  เพราะอาจทำให้ฝักบวม  ฝักช้ำ  และเน่าเปื่อยง่าย

เกรดของฝัก
– ฝักเกรด  A  ยาวไม่เกิน  8  ซม.
– ฝักเกรด  B  ยาวไม่เกิน  10  ซม.
– ฝักเกรด  C  ยาวมากกว่า  10  ซม.

การเก็บรักษาฝัก
กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น เนื่องจาก เป็นฝักที่เก็บในระยะฝักอ่อน  ฝักเหี่ยว  และเน่าเปื่อยง่าย  ทำให้ไม่น่ารับประทาน  และคุณค่าทางอาหารลดลง
1. การเก็บในอุณหภูมิต่ำ  
สำหรับกระเจี๊ยบเขียว ในอุณหภูมิที่เหมาะสม  คือ  7-10 °C  ความชื้นประมาณ 90-95% ซึ่งจะเก็บได้นาน  7-10  วัน  หากเก็บที่อุณหภูมิสูงจะทำให้ฝักเหนียว ฝักมีเป็นสีเหลือง  และเน่าง่าย  และหากเก็บที่อุณหภูมิต่ำเกินไป  ฝักจะเกิดอาการสะท้านหนาว ทำให้ฝักฉ่ำน้ำ  ขอบฝักมีสีดำ  และเกิดรอยบุ๋มบริเวณผิวฝัก  โดยเฉพาะการเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า  10  องศาเซลเซียส

2. การเก็บภายใต้สภาพควบคุม
การเก็บในลักษณะนี้  เป็นการเก็บภายใต้สภาวะที่มีการควบคุมส่วนประกอบของก๊าซในถุงเก็บ  ซึ่งประกอบด้วย  N 78.08%  O2 20.95%  และ  CO2 0.03%  ทำให้มีก๊าซออกซิเจนในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดเมทาบอลิซึมของฝักให้น้อยลง  รวมถึงยับยั้งการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ด้วย

3. การเก็บภายใต้การดัดแปลง
การเก็บภายใต้การดัดแปลง  เช่น  การใช้ฟิล์มพลาสติกห่อ  โดยการไล่อากาสออก  จะช่วยลดเมทาบอลิซึมของฝักได้ ทำให้ฝักกระเจี๊ยบเขียวยังคงสดเหมือนเดิม


ข้อมูลอ้างอิง  :  https://puechkaset.com







โพสต์โดยสมาชิก : POK@


indiglow

menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow