menu วิธีการปลูก และขยายพันธุ์ มะตูม
date 06 ก.พ. 62 11:02    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


วิธีการปลูก และขยายพันธุ์ มะตูม
indiglow

วิธีการปลูก และขยายพันธุ์ มะตูม 

มะตูม   เป็นผลไม้ป่าที่ค่อนข้างหายากในปัจจุบัน  เนื่องจาก  ลำต้นมีขนาดใหญ่  ออกผลช้านานหลายปี  จึงไม่นิยมปลูก  แต่ยังพบได้ในบางพื้นที่  โดยเฉพาะตามหัวไร่ปลายนา  และตามป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ  ทั้งในภาคเหนือ  อีสาน  ตะวันออก  และภาคอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์ของมะตูมที่เห็นตามท้องตลาด  ส่วนมากมาจากต้นมะตูมตามป่าหรือหัวไร่ปลายนา  ซึ่งพบเห็นมากจะเป็นมะตูมตากแห้งที่ใช้สำหรับต้มน้ำดื่ม  ส่วนผลิตภัณฑ์อื่น  ได้แก่  มะตูมเชื่อม  และน้ำมะตูม  เป็นต้น


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มะตูมเป็นยืนไม้ต้น เนื้อแข็ง  และผลัดใบ  สูงประมาณ  15-25  เมตร  เส้นผ่าศูนย์กลาง  25-50  เซนติเมตร  มีหนามแหลมตามกิ่งย่อย  อาจเป็นหนามคู่หรือหนามเดี่ยว  เปลือกต้นค่อนข้างหนา และมีสีเทา  เปลือกแตกเป็นร่องตามความยาวของลำต้น  มีหนามขึ้นตามกิ่งทั่วลำต้น  หนามมีลักษณะแข็ง  ยาวประมาณ  2-3.5  ซม.

ใบ
ใบมะตูมเป็นใบประกอบ มีก้านใบยาว 3-5 ซม.ประกอบด้วยใบย่อย  3  ใบ  ใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปไข่  ใบย่อยตรงกลางมีขนาดใหญ่สุด  ใบกว้างประมาณ  3.0 – 6.0  ซม.  และยาวประมาณ  4.0 – 12.0  ซม.  ซึ่งใหญ่กว่าใบด้านข้างทั้งสองใบ  ที่กว้างประมาณ  2.5 – 5.0  ซม.  ยาวประมาณ  3.0 – 10.0  ซม.  ใบมีรูปทรงรูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม  แผ่นใบเรียบ แผ่นใบด้านบนมีสีเขียว  ค่อนข้างเป็นมัน แผ่นใบด้านล่างมีสีจางกว่า  หากนำใบส่องใต้แดดจะมองเห็นมีต่อมน้ำมันเป็นจุดๆ

ดอก
ดอกมะตูมเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งดอกเพศเมีย  และดอกเพศผู้ในดอกเดียวกัน  แทงออกเป็นช่อ ดอกจะมีขนาดเล็ก  กลีบดอกมีสีเขียวอมขาว ขนาดประมาณ  0.6-1.0  ซม.  มีลักษณะเป็นแฉกคล้ายปลาดาว  5  กลีบ  มีกลิ่นหอม  ถัดมาเป็นเกสรตัวผู้จำนวนมาก  และรังไข่ มีอับละอองเรณูสีขาว  35-45  อัน  ดอกแทงออกเป็นช่อตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง  ออกดอกเพียงครั้งเดียวใน  1  ปี คือ  เริ่มแทงดอกในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน  ซึ่งในช่วงก่อนแทงดอก ต้นมะตูมจะผลิใบร่วงจนหมด  หลังจากนั้นค่อยแทงใบอ่อน และช่อดอกออกมา

ผล
ผลมะตูมมีลักษณะเป็นผลกลมรี  มีเปลือกมีลักษณะเรียบ  เป็นมัน เปลือกหนา  และแข็งมาก  ผลขณะอ่อนจะมีสีเขียว  เมื่อผลสุกจะมีสีเขียวอมเหลือง  และสุกเต็มที่จะมีสีเหลือง  ส่งกลิ่นหอม เนื้อในมีสีเหลืองหรือส้มอมเหลือง  มีเมล็ดจำนวนมากเรียงเป็นวงกลมรอบแกนผล  โดยผลที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นมะตูมเชื่อมได้ควรมีอายุผลตั้งแต่  4-7  เดือน  และต้องต้องเป็นผลดิบ  หากผลมีอายุมากจะทำให้เนื้อเหลว  ไม่สามารถเชื่อมเป็นแผ่นในรูปเดิมได้


พันธุ์มะตูมที่พบในไทย  และถูกเรียกชื่อเป็นภาษาท้องถิ่น ได้แก่
– มะตูมไข่  มีลักษณะเด่น  คือ  ผลมีขนาดเล็ก ผลมีรูปทรงไข่
– มะตูมนิ่ม  มีลักษณะเด่น  คือ  ผลสุกจะมีเปลือกอ่อนนิ่ม  เมื่อใช้นิ้วบีบ  เปลือกผลจะยุบตัวบุ๋มได้ง่าย
– มะตูมท้องถิ่น  หรือ มะตูมธรรมดา  เป็นพันธุ์มะตูมที่พบมากที่สุด  มีลักษณะเด่น  คือ  ผลมีขนาดใหญ่  เปลือกผลแข็งมาก  ผลสุกเนื้อสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้ม  และส่งกลิ่นหอม

ต้นมะตูมจัดเป็นไม้ขนาดใหญ่  ลำต้นสูง  15-25  เมตร  ลำต้นแตกกิ่งในช่วงสูง และแตกกิ่งมาก  จนแลดูเป็นทรงพุ่มขนาดใหญ่  ปัจจุบัน  ไม่ค่อยพบตามบ้านเรือน  ส่วนใหญ่จะยังเหลือตามหัวไร่ปลายนา และตามป่าเบญจพรรณ  และป่าเต็งรัง  เมื่อปลูกด้วยเมล็ดแล้วจะเริ่มออกดอกเมื่ออายุประมาณ  4-5  ปี

มะตูมเป็นไม้ที่เติบโตได้ดีในดินทุกชนิด  แต่เติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายหรือดินเหนียวปนทราย  ไม่ชอบดินแน่นชื้น  และมีน้ำท่วมขัง  พบมากในแถบภาคเหนือ  และอีสาน

มะตูมตามธรรมชาติจะขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  และการขยายพันธุ์ในปัจจุบันก็ยังนิยม  วิธีเพาะเมล็ดเช่นกันแต่อาจใช้วิธีอื่นได้  เช่น  การเสียบยอด  และการตอน

ขั้นตอนการเพาะ
– การเพาะเมล็ดเริ่มด้วยการเลือกผลมะตูมที่สุกเต็มที่  โดยควรเลือกผลที่มีสีเหลืองเข้มที่ร่วงจากต้น
– นำมากะเทาะผล  และคัดแยกเอาเมล็ดออก
– นำเมล็ดมาล้างน้ำให้สะอาด  และตากแห้ง
– ก่อนปลูก นำเมล็ดมาแช่น้ำนาน  1  วัน  หรือแช่ในน้ำอุ่น  10-15  นาที  เนื่องจากเมล็ดมีเปลือกหนา
– นำเมล็ดหยอดลงหลุมที่เตรียมไว้ในพื้นที่ที่ต้องการ  หรือ หยอดเมล็ดเพาะในถุงดำ  และดูแลจนกว่าต้นกล้าสูงประมาณ  20-30  นาที  ก่อนนำลงปลูก
– ฤดูการปลูกควรเป็นช่วงต้นฤดูฝน  เพราะต้นกล้าจะเติบโตได้ดี  และไม่ต้องดูแลเรื่องการให้น้ำมาก
– การปลูกด้วยการหยอดหลุมหรือจากต้นกล้าที่โตแล้ว  หากปลูกหลายต้น ควรมีระยะปลูกประมาณ  10-15  เมตร/ต้น


ระยะการสุกของผล
• เดือนที่ 1  (มิถุนายน)  ผลรูปทรงไข่  ผิวเปลือกเขียวเข้ม  และอ่อน  สามารถฝานได้ง่าย  เนื้อไม่มีเมล็ด และมีรสฝาด  เมื่อปอกเปลือกทิ้งไว้  เนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาล
• เดือนที่ 2  (กรกฎาคม)  ผลรูปทรงไข่  ผิวเปลือกเริ่มเขียวเข้มมากขึ้น  เปลือกอ่อน ปอกเปลือก  และฝานง่าย  เนื้อผลมีสีเหลืองอ่อน  และมีเมล็ดขนาดเล็กที่มีเมือกบางๆ  หุ้มรอบ  หากฝานทิ้งไว้จะเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาล
• เดือนที่ 3  (สิงหาคม) ผลมีรูปทรงกลมขึ้น ผิวเปลือกสีเขียวเข้ม เปลือกจะเริ่มแข็ง แต่ยังปอกได้ ส่วนเนื้อผลมีสีเหลืองอ่อน เมล็ดมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีเมือกหุ้มเมล็ด
• เดือนที่ 4  (กันยายน)  ผลมีรูปทรงกลม  สีเขียวเข้ม  เปลือกแข็งขึ้น  แต่ยังใช้มีดปอกได้  ส่วนเนื้อผลออกสีเหลืองอ่อน  ติดกันแน่น  เมล็ดใหญ่  และเริ่มแข็ง
• เดือนที่ 5  (ตุลาคม)  ผลทรงกลม  สีเขียว  เปลือกแข็ง ปอกยาก  เนื้อผลสีเหลืองอ่อน เมล็ดแข็ง  เนื้อมีเมือกมาก
• เดือนที่ 6  (พฤศจิกายน)  ผลทรงกลม  สีเริ่มจางลง เปลือกมีลักษณะแข็งมาก  เนื้อด้านในมีสีเหลือง  ติดกันแน่น  และมีเมือกมาก  เมล็ดมีลักษณะแข็งมาก  เมล็ดมีขนรอบ
• เดือนที่ 7  (ธันวาคม) ผลกลม เปลือกมีสีเขียวอมเหลือง  และแข็งมาก  เนื้อสีเหลือง  และยังแน่นติดกัน  เมล็ดมีขน  และแข็งมากมากขึ้น
• เดือนที่ 8-9  (มกราคม-กุมภาพันธ์)  คล้ายเดือนธันวาคม
• เดือนที่ 10  (มีนาคม)  เป็นระยะสุก  ผลมีเหลืองมากขึ้น  เปลือกแข็ง  และสากมือเล็กน้อย  เนื้อผลสีเหลือง  เนื้อเริ่มอ่อนนุ่มมากขึ้น  และส่งกลิ่นหอม
• เดือนที่ 11  (เมษายน)  เป็นระยะสุกเต็มที่  เปลือกสีเหลืองมาก  เนื้อเป็นเม็ดทราย  เนื้อนุ่มเหลว  ส่งกลิ่นหอมแรง

ผลิตภัณฑ์มะตูม
การทำมะตูมแห้ง หากใช้มีดฝานด้วยมือจะทำได้ยากมาก  โดยเฉพาะมะตูมที่มีอายุมาก  แต่จะใช้มีดหั่นได้หากมะตูมยังมีอายุน้อย  ปัจจุบัน จึงใช้วิธีหั่นมะตูมด้วยเครื่องหั่นมะตูมโดยเฉพาะ  ซึ่งจะหั่นได้เร็ว  และได้แผ่นมะตูมที่สม่ำเสมอกว่าการหั่นมือด้วยมีด


หลังจากหั่นมะตูมได้แล้วจึงค่อยนำแผ่นมะตูมไปตากแดดบนกระด้ง  ตะแกรงไม้  หรือตะแกรงลวดให้แห้ง  ก่อนเก็บบรรจุในถุงพลาสติกไว้

การทำน้ำมะตูม
– นำมะตูมแห้งประมาณ  5  แผ่น  มาย่างไฟอ่อนๆ  จนแผ่นมะตูมมีสีน้ำตาลอมเหลือง และส่งกลิ่นหอม  แต่พึงระวังอย่าย่างให้สุกเกินหรือไหม้ได้
– นำแผ่นมะตูมที่ย่างไฟได้ที่แล้วลงต้มในหม้อที่ใส่น้ำประมาณ  1-2  ลิตร  ต้มให้เดือดนาน  5  นาที  ก่อนยกลงตั้งทิ้งไว้ให้เย็นลงสักพัก
– หากต้องการหวานมากขึ้น  ให้เติมน้ำตาลตามความต้องการ


ข้อมูลอ้างอิง  :  https://puechkaset.com


โพสต์โดยสมาชิก : POK@


indiglow

menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow