menu เทคนิคการปลูก และดูแล ดอกสลิด (ขจร) เพื่อสร้างรายได้อย่างมืออาชีพ
date 13 มี.ค. 62 13:03    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


เทคนิคการปลูก และดูแล ดอกสลิด (ขจร) เพื่อสร้างรายได้อย่างมืออาชีพ
indiglow

เทคนิคการปลูก และดูแล ดอกสลิด (ขจร) 
เพื่อสร้างรายได้อย่างมืออาชีพ

จากการลงพื้นที่แหล่งผลิตผักปลอดสารพิษอำเภอซำสูง  ผักที่ขึ้นชื่อของที่นี่หลายท่านรู้จักดีในเรื่องของ "ดอกสลิดเงินล้าน" จากการพูดคุยทราบว่า คุณพิกุล  วงษ์โพธิ์   หนึ่งในสมาชิกกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษบ้านหม้อกล่าวว่า ดอกสลิด หรือ ดอกขจร   จัดเป็น พืชผักเศรษฐกิจ อีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม  เพราะสามารถสร้างรายให้เกษตรกรได้เป็นกอบเป็นกำ  คุณพิกุลเล่าว่าแค่ทดลองปลูกในพื้นที่  1  ไร่  ก็สามารถสร้างรายได้ให้อย่างคุ้มทุน  เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งคุณพิกุลได้แนะนำเคล็ดลับ  และเทคนิคในการปลูกและดูแลรักษาไว้  ดังนี้


การเลือกกิ่งพันธุ์  :  คัดเลือกเครือดอกสลิดที่มีลักษณะสมบูรณ์  โดยสังเกตุจากเครือที่โตสมบูรณ์และใบร่วงหมดแล้ว  หากเจอเครื่อที่มีลักษณะนี้ถือว่าเป็นเครือที่สมบูรณ์เหมาะแก่การนำไปขยายพันธุ์ต่อ 

การเตรียมกิ่ง/การขยายพันธุ์  :   ทำการเลือกตัดตรงข้อให้ได้  2  ข้อ  ข้อละ  2  เซนติเมตร  แล้วนำส่วนที่เป็นตาข้อที่ตัดออกมาปักลงดินลึกเพาะชำลึก  ประมาณ  1-2  เซนติเมตร

การเตรียมดิน  :  จำมูลไก่  จำนวน  10  กระสอบ  มาเทไว้รอบพื้นที่ที่ต้องการปลูกพร้อมกับไถพรวนกลบ  หลังจากไถกลบแล้วให้ตากแดดทิ้งไว้  2  อาทิตย์  และทำการยกร่องแปลงให้มีความกว้าง  6-4  เมตร  ส่วนความยาวให้ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ยาวไม่จำกัด  ระยะห่างระหว่างแปลง  80  ซม.


วิธีการปลูก  :   ใช้ระยะปลูก  2x2  เมตร  1  ปลูกแบบ  2  แถวใน  1  แปลง  ขุดหลุมลึก  30-50  ซม.  จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกลงไปให้มากและ  ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร  15-15-15  หลุมละ  1  ช้อนแกง นำกล้าพันธุ์ลงปลูก  เกลี่ยดินกลบโคนให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม  ใน  1  หลุมปลูก  2-3  กิ่ง

การให้น้ำ  :  รดน้ำวันละครั้งหรือตามสภาพความชื้นของดิน  หลังจากนั้น  1  เดือนขึ้นไปจะเริ่มออกดอก  หรือให้น้ำอย่างเพียงพอหลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ  5  เดือน ดอกสลิดจะเริ่มออกดอกและเก็บผลผลิตได้


การทำค้างให้เถาเลื้อย  :   การทำค้างควรเป็นใช้เสาไม้เป็นหลักหลัก  2  เสา  ปักห่างกัน  2  เมตร  สูงจากพื้นดิน  1.50  เมตร  ปักตามแนวยาวของแปลง  และระหว่างเสาหลักจะใช้ไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 
2-3  นิ้ว  ปักแล้วใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกผูกเป็นขั้นบันได  5-6  ขั้น  ให้เป็นทางสำหรับยอดขจรเลื้อยขึ้นไป  จะเป็น  1  ซุ้มเว้นทางเดินประมาณ  80  ซม.  แล้วทำซุ้มต่อไปตามความต้องการก็ได้  ซึ่งจะช่วยให้การแตกยอดดี

การให้ปุ๋ย  :  เน้นการให้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำสูตรใดก็ได้สัปดาห์ละ  1  ครั้ง  และ ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักใส่ที่โคนต้นได้เรื่อยๆ  ส่วนปุ๋ยเคมีใช้สูตร  15-15-15  สลับกับ  25-7-7  เดือนละ  2  ครั้ง

การดูแลรักษา  : ใช้น้ำหมักชีวภาพดูแลบำรุงและปราบศัตรูพืช  ซึ่งสูตรที่ใช้ได้ผลดี คือ น้ำเปล่า  12  ลิตร + สะเดา  ตะไคร้หอม  ข่า  รวมกัน  10  กิโลกรัม หมักทิ้งไว้  7  วัน และนำน้ำหมักที่ได้ไปใช้ผสมกับน้ำที่ใช้รดต้นไม้


การตัดแต่งกิ่ง  :  ควรแต่งกิ่งที่แก่ออกอยู่เสมอ เพื่อให้แตกยอดใหม่ออกมาเรื่อยๆ  ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน  ควรแต่งกิ่งให้โล่ง  เพราะช่วงนี้จะออกดอกน้อย  และต้องแบ่งแปลงไว้เพื่อให้มีแปลงที่เก็บดอกได้  เพราะช่วงนี้จะขายได้ราคาดี  ต้นขจรจะให้ดอกหลังจากย้ายปลูกได้  30  วัน  และจะให้ผลผลิตมากที่สุดช่วงอายุ  8-10  เดือน

การเก็บเกี่ยว  :  หลังปลูกลงแปลงประมาณ  5  เดือน  เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้  โดยการเก็บเกี่ยวนั้นจะใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่งคมๆ  ตั้ดตรงขั้วก้านดอก  เก็บเกี่ยวแต่เช้ามืด แบบวันเว้นวัน

ต้นทุนการผลิต 
กิ่งพันธุ์  ถุงละ  50  บาท  ในถุงจะมี  3  กิ่ง  ปลูก  1  ไร่  ลงทุนประมาณ  20,000  บาท  และลงทุนชื้อไม้ไผ่เพื่อทำราวอีก  10,000  บาท  รวมแล้วก็ตกอยู่ที่  30,000  บาท

** ปัจจุบันความต้องการบริโภคดอกขจรมีมากขึ้น  ส่งผลให้ราคารับซื้อดอกขจรขณะนี้สูงถึงกิโลกรัมละ  80-100  บาท  แต่หากออกไปขายเองที่ตลาดใกล้บ้านจะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ  100-120  บาท.



ข้อมูลอ้างอิง  :  https://www.rakbankerd.com


โพสต์โดยสมาชิก : POK@


indiglow

menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow