menu เทคนิคการปลูก และดูแลผักปลัง ให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี
date 02 เม.ย. 62 11:04    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


เทคนิคการปลูก และดูแลผักปลัง ให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี
indiglow

เทคนิคการปลูก และดูแลผักปลัง 
ให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี 

ผักปลัง   เป็นพืชผักพื้นเมืองของชาวภาคเหนือ  มักจะพบเห็นว่ามีปลูกกันมากตามรั้วรอบ  ขอบบ้านเรือน  แต่เนื่องจากสามารถเจิรญเติบโตได้ดี ในทุกพื้นที่  จึงพบเห็นได้โดยทั่วไปตามบ้านเรือน ไม่ว่าจะเป็นในโซนภาคอีสาน  กลาง  ออก  หรือ ใต้  จัดเป็นไม้เลื้อย  ลำต้นอวบน้ำ ชอบขึ้นในสภาพที่ดินร่วนซุย  ชุ่มชื้น  การระบายน้ำดี  สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่รับประทาน คือยอดอ่อน และ ช่อดอกอ่อน โดยนำมาลวกจิ้มกับน้ำพริก  ผัด  หรือทำแกง  ผักปลังเป็นผักที่ไม่มีโรคแมลงหรือมีแต่ไม่มาก  ดังนั้นผักปลังจึงปลอดจากสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช  หากปลูกร่วมกับการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพและน้ำหมักชีวภาพก็จะกลายเป็นผักปลังที่ได้รับการรับรองมาตรฐานพืชเกษตรอินทรีย์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดสูง  มีผลผลิตจำหน่ายตลอดทั้งปี


การขยายพันธุิ์ปลูก : สามารถทำได้  2  วิธี  คือ 
1. การปลูกด้วยเมล็ด  :  ทำโดยการนำเมล็ดแก่ไปตากแห้ง  แล้วนำไปเพาะชำในถุงหรือปลูกลงแปลงใช้ระยะเวลาประมาณ  1-2  เดือน  ก่อนจะพัฒนาไปสู่การแตกยอด (ควรเพาะก่อนถึงฤดูกาลปลูกอย่างน้อย  1  เดือน)

2. การปลูกด้วยวิธีการปักชำ  :  ทำโดยการเด็ดยอดแก่ของผักปลังความยาวประมาณ  25-30  เซนติเมตรนำไปแช่น้ำก่อนปลูก  7  วันเพื่อให้เกิดรากก่อนปลูก(ในกรณีที่ยังไม่พร้อมที่จะปลูก)  หรือเด็ดเอายอดสดความยาวเท่าเดิมปลูกลงแปลงได้เลย ใช้ระยะเวลาปลูก  2  สัปดาห์-1  เดือน  ก่อนจะพัฒนาไปสู่การแตกยอด

การปลูก  :   ระยะเวลาปลูกที่เหมาะสม  คือ  ต้นเดือนเมษายน-พฤษภาคม  หรือต้นฤดูฝน  ผักปลังจะตั้งตัวได้เร็วขึ้นและเกิดการแตกยอดได้ดีกว่าการปลูกในฤดูอื่น

การเตรียมแปลงปลูก  :  การเตรียมแปลงก่อนปลูกโดยการไถพรวน  ทำแปลงกว้างประมาณ  1.20  เมตร  ยกร่องสูงประมาณ  30  เซนติเมตร  ความยาวตามลักษณะของพื้นที่ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพในขณะที่เตรียมดินอัตรา  1  กิโลกรัม/พื้นที่  1  ตารางเมตร


การปลูก  :  นำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะหรือนำยอดที่จะปักชำไปปลูกในหลุม ขนาด  50x50x50  เซนติเมตร  ระยะห่างหลุมละ  50  เซนติเมตร  รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ  1  กำมือ  กลบดินอย่าให้แน่นจนเกินไป  จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

การให้น้ำ  :  ทำการรดน้ำทุกวันเช้าเย็น  เพื่อให้แปลงมีความชื้นพอเหมาะอยู่เสมอ  อาจจะใช้สายยางรดหรือรดน้ำผ่านระบบสปริงเกอร์แบบหมุนได้

การใส่ปุ๋ย  :  ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพทุกครั้งภายหลังจากการตัดยอดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแตกยอดใหม่อีกครั้ง  โดยจะโรยปุ๋ยรอบๆ  โคนต้นๆ  ละ  1-2  กำมือ  แต่อย่าให้โดนใบ เพราะอาจจะทำให้ใบไหม้ได้จนไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

สูตร  1  :  น้ำหมักจากเศษอาหาร - การฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหาร โดยใช้น้ำหมัก  20  ซี.ซี.  ( 2 ช้อนแกง)  ต่อน้ำ  20  ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ  15  วัน  จะช่วยทำให้ผักปลังมีใบเขียว  ลำต้นอวบสมบูรณ์

วิธีการทำน้ำหมักจากเศษอาหาร 
สูตรปุ๋ย :
1. เศษอาหารในครัวเรือน (เลือกถุงพลาสติกและยางเส้นออกให้หมด)  3  กิโลกรัม
2. กากน้ำตาล  1  กิโลกรัม
3. หัวเชื้อจุลินทรีย์  ครึ่งลิตร
4. น้ำ (ใช้น้ำซาวข้าวหรือน้ำมะพร้าวแทนได้จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น)

ขั้นตอน/วิธีการทำ  :  ผสมวัตถุดิบทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากันในถังหมัก ปิดฝาถังหมักไม่ต้องให้สนิทโดยตั้งไว้ในที่ร่ม ใช้ระยะเวลาในการหมัก  1  เดือน  สามารถนำไปใช้งานได้
การนำไปใช้งาน  :  กรองเอาน้ำหมักชีวภาพเฉพาะน้ำ  3  ช้อนโต๊ะ (30 ซี.ซี.) ผสมน้ำ 20 ลิตร รดพืชผักได้ทุกวัน จะช่วยทำให้ผักใบเขียว ช่วยบำรุงดิน


สูตร  2  :  ปุ๋ยหมักชีวภาพจากมูลไก่ไข่ - ใช้บำรุงดินให้ร่วนซุย
สูตร 
1. มูลไก่ไข่แห้ง  1  ส่วน
2. แกลบดำ  1  ส่วน
3. แกลบดิบ  1  ส่วน
4. รำละเอียด  1  ส่วน
5. น้ำหมักชีวภาพ  20  ซี.ซี.(2  ช้อนโต๊ะ)
6. กากน้ำตาล  20  ซี.ซี.(2  ช้อนโต๊ะ)
7. น้ำ  10  ลิตร

วิธีทำ :
1. ผสมวัตถุดิบทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้าด้วยกัน 
2. รดด้วยน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพ  และกากน้ำตาลในอัตราส่วนข้างต้น  จากนั้นคลุกเคล้าจนได้ปุ๋ยความชื้น  52-60%
3. กองปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์มีความหนาประมาณ  1  คืบคลุมด้วยกระสอบป่านทิ้งไว้  3  วันกลับกองปุ๋ยเพื่อระบายความร้อนทิ้งไว้อีก  2-4  วัน  จึงนำไปใช้ได้  (ลักษณะปุ๋ยที่ดีจะมีราขาว  และมีกลิ่นของราหรือเห็ด  ไม่ร้อน  มีน้ำหนักเบา)

การนำไปใช้งาน : 
1. ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพผสมดินแปลงปลูกผักทุกชนิด  อัตราปุ๋ย  1  กก. ต่อพื้นที่  1  ตารางเมตร  ถ้าพืชผักอายุเกิน  2  เดือน  ใช้ปุ๋ยรองก้นหลุม  ประมาณ  1  กำมือ
2. ไม้ผล รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพผสมเศษหญ้าแห้งหรือใบไม้แห้ง  1–2  บุ้งกี๋

ประโยชน์ : 
1. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน รักษาความชุ่มชื้นและช่วยถ่ายเทอากาศได้ดี
2. เพิ่มธาตุไนโตรเจนให้กับดิน และไม่เป็นอันตรายต่อดินในการใช้ไปนานๆ
3. ปรับสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น ผลิตง่าย ต้นทุนต่ำ 

โรค-แมลง  :   เนื่องจากผักปลังญี่ปุ่นไม่ค่อยมีการระบาดของแมลงศัตรูพืชมากนัก  แต่ทางสวนจะใช้น้ำหมักสมุนไพรฉีดไว้ป้องกันแมลงตามสูตร  ดังนี้ 

น้ำหมักชีวภาพสูตรขับไล่แมลง
1. ตะไคร้หอม  1  กิโลกรัม
2. ใบสะเดา  1  กิโลกรัม
3. ข่าแก่  1  กิโลกรัม
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์  50  ซี.ซี.(5  ช้อนโต๊ะ)
5. กากน้ำตาล  1  ลิตร
6. น้ำสะอาด(พอท่วม)

วิธีการทำ  :   นำตะไคร้ทั้งลำต้นและใบ นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ  ใส่ลงในถังหมัก ร่วมกับใบแก่ของสะเดาที่สับเป็นชิ้นเล็กๆ  และข่าแก่ที่ทุบให้แตก  นำวัตถุดิบทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน(ตารมอัตราส่วนที่กำหนด)  จากนั้นนำกากน้ำตาล  1  ลิตร และ หัวเชื้อจุลินทรีย์  50  ซี.ซี.( 5  ช้อนโต๊ะ)  ใส่ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันกับวัตถุดิบทั้งหมด  เติมน้ำสะอาดให้ท่วมวัตถุดิบทั้งหมด  ปิดฝาถังให้สนิท  ตั้งเก็บไว้ในที่ร่ม  หมักทิ้งไว้  2-3  เดือน  ก็สามารถนำมาใช้งานได้

การนำมาใช้งาน  :  นำน้ำหมักสูตรไล่แมลงมาฉีดพ่นเพื่อขับไล่แมลงภายในสวน  โดยใช้น้ำหมัก  30-50  ซีซี  ผสมกับน้ำ  20  ลิตรฉีดพ่นเพื่อไล่แมลงในแปลงพืชผัก  3-5  วันต่อครั้ง  แมลงที่มารบกวนพืชผักก็จะลดน้อยลงและหมดไปในที่สุด

ผลผลิตและการตลาด  :  เมื่อผักปลังมีลำต้นยาวประมาณ  20-30  เซนติเมตรจะเริ่มเด็ดยอด  โดยเวลาที่เหมาะสมคือในตอนเช้ามืด  เพราะจะทำให้ได้ผักที่อวบและสด และสามารถเก็บยอดดอกได้ทุกวัน  ผักปลังมีคุณสมบัติ  คือเมื่อเด็ดยอดจะทำให้แตกยอดมาก  อายุการเก็บเกี่ยว  5-6  เดือน  เมื่อเก็บแล้วนำมามัดเป็นกำๆ  ละ  6-7  ยอด จำหน่ายกำละ 5 



ข้อมูลอ้างอิง  :   https://www.rakbankerd.com/


โพสต์โดยสมาชิก : POK@


indiglow

menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow