menu เทคนิคการเพาะเห็ดแครง ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
date 09 พ.ค. 62 12:05    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


เทคนิคการเพาะเห็ดแครง ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เทคนิคการเพาะเห็ดแครง
ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เห็ดแครง    หรือ เห็ดตีนตุ๊กแก   มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นแตกต่างกันไป  ภาคเหนือเรียก  เห็ดแก้น  เห็ดตามอด  ภาคใต้เรียก  เห็ดยางเพราะพบบนไม้ยางพารา  ภาคกลางเรียกเห็ดมะม่วงเนื่องจากขึ้นบนไม้มะม่วง นอกจากนี้ยังพบขึ้นบนไม้อื่นๆ  เช่น  ไม้ยูคาลิปตัส  ไม้สน  ฯลฯ  ทั้งนี้จะพบเห็ดขึ้นมากมายในฤดูฝน  เป็นที่นิยมรับประทานกันในเขตภาคใต้  ภาคเหนือ  และ ภาคอีสานตอนบน โดยมีราคาจำหน่ายดอกสดกิโลกรัมละ 80-150 บาท เห็ดแห้ง กิโลกรัมละ 400-500 บาท


จากงานวิจัยพบว่า  เห็ดแครงต้องการอาหารเสริมที่เป็นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตสูง เนื่องจากต้องใช้ธาตุอาหารมากในการเจริญของเส้นใยที่รวดเร็ว  ประกอบกับต้องใช้เทคนิคการเพาะและการดูแลเฉพาะตัว  ดังนั้นก่อนหน้านี้ จึงไม่มีเกษตรกรรายใดเลยที่จะเพาะปลูกเห็ดแครงออกมาขาย  ซึ่งกรมวิชาการเกษตรก็ได้วิจัยสูตรอาหาร  เทคนิคการเพาะ  การดูแล  จนได้ผลผลิตที่มากเพียงพอในแง่เศรษฐกิจ  เฉลี่ย  130-150  กรัม  ในวัสดุเพาะ  1000  กรัม  ซึ่งผลผลิตเห็ดแครงที่ได้จากการเพาะนี้ข้อดีคือ  เป็นดอกที่แก่กำลังพอดี ไม่เหนียวเกินไป  สะอาดไม่มีกรวดทรายติดมา  เห็ดแครงนอกจากจะใช้บริโภคแล้ว  ในประเทศญี่ปุ่นยังใช้เป็นยาเนื่องจากพบสารประกอบพวก  polysaccharide   ชื่อว่า  Schizophyllan (1,3 b -glucan)   ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อไวรัสและยับยั้งเซลมะเร็งชนิด  Sarcoma  180  และ  Sarcoma  37  โดยทดลองใน white mice ยับยั้งได้  70-100 %  จึงคาดว่าน่าจะเป็นเห็ดที่มีศักยภาพดีในอนาคตต่อไป 


ขั้นตอนในการเลี้ยงเห็ดแครงจะเหมือนกับเห็ดชนิดอื่น ๆ ยกเว้นสูตรอาหารและเทคนิคการเพาะ การดูแล ซึ่งต่างไปบ้าง เนื่องจากมีธาตุอาหารสูง ต้องปฏิบัติให้ถูกหากไม่ดีจะทำให้เห็ดเกิดการปนเปื้อนเชื้อราอื่นได้สูง เป็นเหตุให้ผลผลิตเสียหาย สำหรับแม่เชื้อเห็ดแครงที่บริสุทธิ์แนะนำให้สั่งซื้อจาก ศูนย์รวบรวมเชื้อพันธุ์เห็ดแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร เพราะได้ทำการคัดเลือกสายพันธุ์มาแล้วว่า ให้ลักษณะดอกดี มีขนาดใหญ่ และผลผลิตสูง เมื่อได้แม่เชื้อมาแล้วก็นำมาทำเชื้อขยายในเมล็ดข้าวฟ่าง ซึ่งมีวิธีการเตรียมเหมือนเห็ดชนิดอื่นๆ ดังนี้ 

วัสดุและอุปกรณ์ :
1.ขี้เลื่อยไม้ยางพารา  มะม่วง  หรือ ฉำฉา  อย่างใดอย่างหนึ่ง
2.เชื้อขยายเห็ดแครง
3.ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด  7 x 11  นิ้ว
4.คอพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  1-1.5  นิ้ว
5.ฝ้าย  นุ่น  สำลี  ยางรัดของ
6.หม้อนึ่งลูกทุ่ง  หรือหม้อนึ่งความดัน
7.โรงบ่มเส้นใย  และโรงเรือนเปิดดอก

การเตรียมเชื้อขยายในอาหารเมล็ดข้าวฟ่าง :
แช่เมล็ดข้าวฟ่างในน้ำทิ้งไว้  1  คืน  นำไปต้มไฟปานกลางเมื่อเมล็ดข้าวฟ่างเริ่มนุ่ม  นำขึ้นสรงให้สะเด็ดน้ำบนตะแกรง  เมื่อเย็น กรอกใส่ขวดแบน  จากนั้นปิดจุกสำลี  นำไปนึ่งความดัน โดยใช้ความร้อน  121  องศาเซลเซียส  ความดัน  15  ปอนด์  เวลา  30  นาที  จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น  แล้วตัดเส้นใยจากแม่เชื้อในอาหารวุ้นถ่ายลงไปด้วยเข็มเขี่ยในสภาพปลอดเชื้อ  บ่มเส้นใยที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา  7-10  วัน ก็นำไปถ่ายลงวัสดุเพาะได้ 

การเตรียมวัสดุเพาะ / สูตรอาหาร :  การพักบ่มเส้นใยเห็ด
- ขี้เลื่อย  จำนวน  100  กิโลกรัม
- เมล็ดข้าวฟ่างต้มแล้ว จำนวน  50  กิโลกรัม
- รำ  จำนวน  3-5  กิโลกรัม
- ปูนขาว  จำนวน  1  กิโลกรัม

แช่เมล็ดข้าวฟ่างในน้ำทิ้งไว้  1  คืน จากนั้นเทน้ำทิ้งเปลี่ยนน้ำใหม่ต้มให้เดือด จนเมล็ดข้าวฟ่างค่อนข้างสุก  แล้วรินน้ำทิ้ง  พักไว้ให้เย็นหมาดๆ  ระหว่างนี้ให้ผสมขี้เลื่อย  ปูนขาวและรำเข้าด้วยกันก่อน  จากนั้นจึงผสมน้ำลงไป 
( หากผสมพร้อมกันหมด รำจะจับติดเป็นก้อน )  เมื่อผสมเข้ากันดีแล้ว  จึงนำเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้มาผสมอีกที  จากนั้นกรอกใส่ถุงพลาสติก  ขนาด  6x10  นิ้ว ให้มีน้ำหนัก  600  กรัม  ใส่คอขวด  รัดยาง  และ ปิดสำลี  แล้วปิดด้วยฝาปิด  จากนั้นนำไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งความดัน  15  ปอนด์ เวลา  30  นาที หรือ นึ่งด้วยหม้อนึ่ง  ลูกทุ่งอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส  เป็นเวลา  3  ชั่วโมง  ได้เวลาแล้วพักไว้ให้เย็น  จึงรีบใส่เชื้อในเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้ทันที พยายามอย่าทิ้งถุงไว้เกิน  24  ชั่วโมง  จะทำให้เกิกดการปนเปื้อนจากเชื้อภายนอกสูง 


โรงเรือนสำหรับพักบ่มเส้นใย  ควรเป็นโรงเรือนในร่ม  ที่มีการระบายอากาศดี  และข้อสำคัญ ควรเป็นที่มืด ( ขนาดที่อ่านหนังสือพิมพ์ไม่เห็นในระยะ  1  ฟุต  ตรงนี้เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างจะปฏิบัติได้ยาก  แต่จะต้องพยายามทำให้มืดที่สุด )  เส้นใยจะเจริญเต็มถุงในเวลา  15-20  วัน  ที่อุณหภูมิระหว่าง  25-35  องศาเซลเซียส  ซึ่งหลังจากเส้นใยเต็มถุง จึงให้แสงในโรงบ่ม ซึ่งแสงจะไปกระตุ้นให้เห็ดสร้างตุ่มดอก จะสังเกตเส้นใยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จึงนำไปเปิดดอกโดยดึงจุกสำลีและคอขวดด้านบนออก ใช้ยางรัดปิดปากถุงให้แน่น แล้วกรีดด้านข้างให้เป็นมุมเฉียงจากบนลงล่างทั้ง 4 มุมของถุง แล้วจึงนำไปวางบนชั้นหรือแขวนในโรงเรือนเปิดดอกต่อไป 

การเตรียมโรงเรือนเปิดดอก : 
โรงเรือนเปิดดอกจะใกล้เคียงกับโรงเรือนเปิดดอกของเห็ดหูหนูเช่นกัน  หากเป็นโรงเรือนของเห็ดนางรมนางฟ้า  ต้องเพิ่มความชื้นขึ้นอีกเนื่องจากเห็ดแครงชอบความชื้นในบรรยากาศสูงและการระบายอากาศต้องดีด้วย  การรดน้ำ  ควรจะติดระบบสปริงเกอร์  ให้น้ำเช้าและเย็น  หากรดน้ำด้วยมือจะต้องใช้หัวฉีดพ่นฝอย  มิฉะนั้นก้อนเห็ดจะดูดน้ำเข้าไปทำให้ก้อนเชื้อเสียและปนเปื้อนจุลินทรีย์อื่น  การวางก้อนเชื้อจะต้องวางตั้งบนชั้นหรือแขวนแบบเห็ดหูหนู หลังจากกรีดข้างถุงและรดน้ำเห็ดไปประมาณ  5  วัน จะเก็บผลผลิตรุ่นที่ 1 ได้ หลังจากนั้นเห็ดจะพักตัวอีก  5-7  วัน  รดน้ำเป็นปกติก็จะเก็บรุ่นที่  2  ตามลำดับ  ซึ่งผลผลิตก็จะหมดให้ขนก้อนเก่าไปทิ้ง  และพักโรงเรือน ให้แห้งเป็นเวลา  15  วัน  จึงนำถุงเห็ดรุ่นใหม่  เข้าเปิดดอกต่อไป 

การเก็บเกี่ยวผลผลิต : 
ควรเก็บผลผลิตในระยะที่ดอกมีสีขาวนวล  ก่อนที่จะสร้างสปอร์  มิฉะนั้นสีจะคล้ำออกสีน้ำตาล  ดูไม่น่ารับประทาน  และเนื้อดอกจะเหนียวขึ้นอีกด้วย 

ต้นทุนการผลิตโดยประมาณ :
ต้นทุนผันแปร ตก  2-3  บาทต่อก้อนขนาด  600  กรัม  ราคาจะอยู่ระหว่างนี้  ขึ้นอยู่กับราคาของเมล็ดข้าวฟ่าง  และขี้เลื่อย  ซึ่งเมื่อให้ผลผลิตจะขายได้  6-7  บาท / ก้อน  ทำให้มีกำไร  4  บาท / ก้อน 

** ข้อควรระวัง **
ในระยะพักบ่ม  ก้อนเชื้อจำเป็นต้องพักบ่มเส้นใยในที่มืด  มิฉะนั้นแสงจะกระตุ้นให้เส้นใยสร้างดอก  ทั้งๆ  ที่เส้นใยยังเจริญไม่เต็มถุงและสะสมอาหารยังไม่เต็มที่  จะเป็น

สาเหตุให้ผลผลิตต่ำ  ไม่คุ้มค่าในแง่เศรษฐกิจ  ในระยะเปิดดอก  ต้องคำนึงไว้เสมอว่าวัสดุที่ใช้เพาะเห็ดแครงนั้น มีธาตุอาหารสูงมาก  สูงกว่าการเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ ดังนั้นการปนเปื้อนจากราเขียว  ราสีส้ม  จะเกิดได้ง่ายมาก  ต้องดูแลการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ  ตามที่ได้อธิบายไว้แล้ว  ควรเก็บผลผลิตในขณะที่ดอกเป็นสีขาวนวล อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้แก่  จนเห็ดสร้างและปล่อยสปอร์เพราะบางท่านอาจแพ้สปอร์ได้  ก้อนเชื้อที่เก็บผลผลิตหมดแล้วควรเก็บทิ้งให้เป็นที่และหมักให้ย่อยสลายดี  ก่อนนำไปเป็นปุ๋ย เพราะเห็ดแครงสามารถย่อยสลายเนื้อไม้ได้ดี  ถึงแม้จะเป็นไม้ที่ตายแล้วก็ตาม (Wood decay)  เกรงว่าจะไปทำอันตรายต่อผลิตผลการเกษตรบางชนิด 





ข้อมูลอ้างอิง  :   https://www.rakbankerd.com


โพสต์โดยสมาชิก : POK@




menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow