Social :

เทคนิคการเพาะเห็ดแครง ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

09 พ.ค. 62 12:05
เทคนิคการเพาะเห็ดแครง ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เทคนิคการเพาะเห็ดแครง ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เทคนิคการเพาะเห็ดแครง
ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เห็ดแครง    หรือ เห็ดตีนตุ๊กแก   มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นแตกต่างกันไป  ภาคเหนือเรียก  เห็ดแก้น  เห็ดตามอด  ภาคใต้เรียก  เห็ดยางเพราะพบบนไม้ยางพารา  ภาคกลางเรียกเห็ดมะม่วงเนื่องจากขึ้นบนไม้มะม่วง นอกจากนี้ยังพบขึ้นบนไม้อื่นๆ  เช่น  ไม้ยูคาลิปตัส  ไม้สน  ฯลฯ  ทั้งนี้จะพบเห็ดขึ้นมากมายในฤดูฝน  เป็นที่นิยมรับประทานกันในเขตภาคใต้  ภาคเหนือ  และ ภาคอีสานตอนบน โดยมีราคาจำหน่ายดอกสดกิโลกรัมละ 80-150 บาท เห็ดแห้ง กิโลกรัมละ 400-500 บาท


จากงานวิจัยพบว่า  เห็ดแครงต้องการอาหารเสริมที่เป็นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตสูง เนื่องจากต้องใช้ธาตุอาหารมากในการเจริญของเส้นใยที่รวดเร็ว  ประกอบกับต้องใช้เทคนิคการเพาะและการดูแลเฉพาะตัว  ดังนั้นก่อนหน้านี้ จึงไม่มีเกษตรกรรายใดเลยที่จะเพาะปลูกเห็ดแครงออกมาขาย  ซึ่งกรมวิชาการเกษตรก็ได้วิจัยสูตรอาหาร  เทคนิคการเพาะ  การดูแล  จนได้ผลผลิตที่มากเพียงพอในแง่เศรษฐกิจ  เฉลี่ย  130-150  กรัม  ในวัสดุเพาะ  1000  กรัม  ซึ่งผลผลิตเห็ดแครงที่ได้จากการเพาะนี้ข้อดีคือ  เป็นดอกที่แก่กำลังพอดี ไม่เหนียวเกินไป  สะอาดไม่มีกรวดทรายติดมา  เห็ดแครงนอกจากจะใช้บริโภคแล้ว  ในประเทศญี่ปุ่นยังใช้เป็นยาเนื่องจากพบสารประกอบพวก  polysaccharide   ชื่อว่า  Schizophyllan (1,3 b -glucan)   ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อไวรัสและยับยั้งเซลมะเร็งชนิด  Sarcoma  180  และ  Sarcoma  37  โดยทดลองใน white mice ยับยั้งได้  70-100 %  จึงคาดว่าน่าจะเป็นเห็ดที่มีศักยภาพดีในอนาคตต่อไป 


ขั้นตอนในการเลี้ยงเห็ดแครงจะเหมือนกับเห็ดชนิดอื่น ๆ ยกเว้นสูตรอาหารและเทคนิคการเพาะ การดูแล ซึ่งต่างไปบ้าง เนื่องจากมีธาตุอาหารสูง ต้องปฏิบัติให้ถูกหากไม่ดีจะทำให้เห็ดเกิดการปนเปื้อนเชื้อราอื่นได้สูง เป็นเหตุให้ผลผลิตเสียหาย สำหรับแม่เชื้อเห็ดแครงที่บริสุทธิ์แนะนำให้สั่งซื้อจาก ศูนย์รวบรวมเชื้อพันธุ์เห็ดแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร เพราะได้ทำการคัดเลือกสายพันธุ์มาแล้วว่า ให้ลักษณะดอกดี มีขนาดใหญ่ และผลผลิตสูง เมื่อได้แม่เชื้อมาแล้วก็นำมาทำเชื้อขยายในเมล็ดข้าวฟ่าง ซึ่งมีวิธีการเตรียมเหมือนเห็ดชนิดอื่นๆ ดังนี้ 

วัสดุและอุปกรณ์ :
1.ขี้เลื่อยไม้ยางพารา  มะม่วง  หรือ ฉำฉา  อย่างใดอย่างหนึ่ง
2.เชื้อขยายเห็ดแครง
3.ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด  7 x 11  นิ้ว
4.คอพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  1-1.5  นิ้ว
5.ฝ้าย  นุ่น  สำลี  ยางรัดของ
6.หม้อนึ่งลูกทุ่ง  หรือหม้อนึ่งความดัน
7.โรงบ่มเส้นใย  และโรงเรือนเปิดดอก

การเตรียมเชื้อขยายในอาหารเมล็ดข้าวฟ่าง :
แช่เมล็ดข้าวฟ่างในน้ำทิ้งไว้  1  คืน  นำไปต้มไฟปานกลางเมื่อเมล็ดข้าวฟ่างเริ่มนุ่ม  นำขึ้นสรงให้สะเด็ดน้ำบนตะแกรง  เมื่อเย็น กรอกใส่ขวดแบน  จากนั้นปิดจุกสำลี  นำไปนึ่งความดัน โดยใช้ความร้อน  121  องศาเซลเซียส  ความดัน  15  ปอนด์  เวลา  30  นาที  จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น  แล้วตัดเส้นใยจากแม่เชื้อในอาหารวุ้นถ่ายลงไปด้วยเข็มเขี่ยในสภาพปลอดเชื้อ  บ่มเส้นใยที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา  7-10  วัน ก็นำไปถ่ายลงวัสดุเพาะได้ 

การเตรียมวัสดุเพาะ / สูตรอาหาร :  การพักบ่มเส้นใยเห็ด
- ขี้เลื่อย  จำนวน  100  กิโลกรัม
- เมล็ดข้าวฟ่างต้มแล้ว จำนวน  50  กิโลกรัม
- รำ  จำนวน  3-5  กิโลกรัม
- ปูนขาว  จำนวน  1  กิโลกรัม

แช่เมล็ดข้าวฟ่างในน้ำทิ้งไว้  1  คืน จากนั้นเทน้ำทิ้งเปลี่ยนน้ำใหม่ต้มให้เดือด จนเมล็ดข้าวฟ่างค่อนข้างสุก  แล้วรินน้ำทิ้ง  พักไว้ให้เย็นหมาดๆ  ระหว่างนี้ให้ผสมขี้เลื่อย  ปูนขาวและรำเข้าด้วยกันก่อน  จากนั้นจึงผสมน้ำลงไป 
( หากผสมพร้อมกันหมด รำจะจับติดเป็นก้อน )  เมื่อผสมเข้ากันดีแล้ว  จึงนำเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้มาผสมอีกที  จากนั้นกรอกใส่ถุงพลาสติก  ขนาด  6x10  นิ้ว ให้มีน้ำหนัก  600  กรัม  ใส่คอขวด  รัดยาง  และ ปิดสำลี  แล้วปิดด้วยฝาปิด  จากนั้นนำไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งความดัน  15  ปอนด์ เวลา  30  นาที หรือ นึ่งด้วยหม้อนึ่ง  ลูกทุ่งอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส  เป็นเวลา  3  ชั่วโมง  ได้เวลาแล้วพักไว้ให้เย็น  จึงรีบใส่เชื้อในเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้ทันที พยายามอย่าทิ้งถุงไว้เกิน  24  ชั่วโมง  จะทำให้เกิกดการปนเปื้อนจากเชื้อภายนอกสูง 


โรงเรือนสำหรับพักบ่มเส้นใย  ควรเป็นโรงเรือนในร่ม  ที่มีการระบายอากาศดี  และข้อสำคัญ ควรเป็นที่มืด ( ขนาดที่อ่านหนังสือพิมพ์ไม่เห็นในระยะ  1  ฟุต  ตรงนี้เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างจะปฏิบัติได้ยาก  แต่จะต้องพยายามทำให้มืดที่สุด )  เส้นใยจะเจริญเต็มถุงในเวลา  15-20  วัน  ที่อุณหภูมิระหว่าง  25-35  องศาเซลเซียส  ซึ่งหลังจากเส้นใยเต็มถุง จึงให้แสงในโรงบ่ม ซึ่งแสงจะไปกระตุ้นให้เห็ดสร้างตุ่มดอก จะสังเกตเส้นใยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จึงนำไปเปิดดอกโดยดึงจุกสำลีและคอขวดด้านบนออก ใช้ยางรัดปิดปากถุงให้แน่น แล้วกรีดด้านข้างให้เป็นมุมเฉียงจากบนลงล่างทั้ง 4 มุมของถุง แล้วจึงนำไปวางบนชั้นหรือแขวนในโรงเรือนเปิดดอกต่อไป 

การเตรียมโรงเรือนเปิดดอก : 
โรงเรือนเปิดดอกจะใกล้เคียงกับโรงเรือนเปิดดอกของเห็ดหูหนูเช่นกัน  หากเป็นโรงเรือนของเห็ดนางรมนางฟ้า  ต้องเพิ่มความชื้นขึ้นอีกเนื่องจากเห็ดแครงชอบความชื้นในบรรยากาศสูงและการระบายอากาศต้องดีด้วย  การรดน้ำ  ควรจะติดระบบสปริงเกอร์  ให้น้ำเช้าและเย็น  หากรดน้ำด้วยมือจะต้องใช้หัวฉีดพ่นฝอย  มิฉะนั้นก้อนเห็ดจะดูดน้ำเข้าไปทำให้ก้อนเชื้อเสียและปนเปื้อนจุลินทรีย์อื่น  การวางก้อนเชื้อจะต้องวางตั้งบนชั้นหรือแขวนแบบเห็ดหูหนู หลังจากกรีดข้างถุงและรดน้ำเห็ดไปประมาณ  5  วัน จะเก็บผลผลิตรุ่นที่ 1 ได้ หลังจากนั้นเห็ดจะพักตัวอีก  5-7  วัน  รดน้ำเป็นปกติก็จะเก็บรุ่นที่  2  ตามลำดับ  ซึ่งผลผลิตก็จะหมดให้ขนก้อนเก่าไปทิ้ง  และพักโรงเรือน ให้แห้งเป็นเวลา  15  วัน  จึงนำถุงเห็ดรุ่นใหม่  เข้าเปิดดอกต่อไป 

การเก็บเกี่ยวผลผลิต : 
ควรเก็บผลผลิตในระยะที่ดอกมีสีขาวนวล  ก่อนที่จะสร้างสปอร์  มิฉะนั้นสีจะคล้ำออกสีน้ำตาล  ดูไม่น่ารับประทาน  และเนื้อดอกจะเหนียวขึ้นอีกด้วย 

ต้นทุนการผลิตโดยประมาณ :
ต้นทุนผันแปร ตก  2-3  บาทต่อก้อนขนาด  600  กรัม  ราคาจะอยู่ระหว่างนี้  ขึ้นอยู่กับราคาของเมล็ดข้าวฟ่าง  และขี้เลื่อย  ซึ่งเมื่อให้ผลผลิตจะขายได้  6-7  บาท / ก้อน  ทำให้มีกำไร  4  บาท / ก้อน 

** ข้อควรระวัง **
ในระยะพักบ่ม  ก้อนเชื้อจำเป็นต้องพักบ่มเส้นใยในที่มืด  มิฉะนั้นแสงจะกระตุ้นให้เส้นใยสร้างดอก  ทั้งๆ  ที่เส้นใยยังเจริญไม่เต็มถุงและสะสมอาหารยังไม่เต็มที่  จะเป็น

สาเหตุให้ผลผลิตต่ำ  ไม่คุ้มค่าในแง่เศรษฐกิจ  ในระยะเปิดดอก  ต้องคำนึงไว้เสมอว่าวัสดุที่ใช้เพาะเห็ดแครงนั้น มีธาตุอาหารสูงมาก  สูงกว่าการเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ ดังนั้นการปนเปื้อนจากราเขียว  ราสีส้ม  จะเกิดได้ง่ายมาก  ต้องดูแลการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ  ตามที่ได้อธิบายไว้แล้ว  ควรเก็บผลผลิตในขณะที่ดอกเป็นสีขาวนวล อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้แก่  จนเห็ดสร้างและปล่อยสปอร์เพราะบางท่านอาจแพ้สปอร์ได้  ก้อนเชื้อที่เก็บผลผลิตหมดแล้วควรเก็บทิ้งให้เป็นที่และหมักให้ย่อยสลายดี  ก่อนนำไปเป็นปุ๋ย เพราะเห็ดแครงสามารถย่อยสลายเนื้อไม้ได้ดี  ถึงแม้จะเป็นไม้ที่ตายแล้วก็ตาม (Wood decay)  เกรงว่าจะไปทำอันตรายต่อผลิตผลการเกษตรบางชนิด 





ข้อมูลอ้างอิง  :   https://www.rakbankerd.com

โพสต์โดย : POK@