menu ทำความรู้จักกับ ช้าววัชพืช
date 03 ก.ค. 62 11:07    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


ทำความรู้จักกับ ช้าววัชพืช

ทำความรู้จักกับ ช้าววัชพืช 

การทำความเข้าใจว่า   ข้าววัชพืช   คืออะไร  ต้องเริ่มจากการแยกแยะความแตกต่าง  ระหว่าง    ข้าวป่า    ข้าวปลูก   และ ข้าววัชพืช   ก่อนเป็นอันดับแรก  ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวจำแนกได้เป็น

-ข้าปลูก   ลักษณะเมล็ดจะยาว  ไม่มีหาง  ออกรวงใกล้เคียงกัน  สุกแก่พร้อมกันทั้งรวง  และเมล็ดข้าวเต็มมากกว่า  95%  เมล็ดร่วงยากเมื่อเอามือลูบรวง
-ข้าวป่า  เมล็ดสั้นป้อม  หางยาวกว่า  10  เท่าของเมล็ด  สังเกตุได้ชัดเจน  ออกรวงไม่พร้อมกัน  สุกแก่ไม่พร้อมกันทั้งรวง  ข้าวเต็มเมล็ดประมาณ  5-10%  เมล็ดร่วงง่ายเมื่อเอามือลูบรวง
-ข้าววัชพืช   บางชนิดมีเมล็ดสั้นป้อม บางชนิดมีเมล็ดยาว  ไม่มีหาง  หรือมีแต่ไม่ยาวมาก  ออกรวงไม่พร้อมกัน  สุกแก่ไม่พร้อมกัน  บางชนิดสุกแก่พร้อมกัน  ข้าวเต็มเมล็ดจะมีประมาณ  50-95%  เมื่อเอามือลูบเมล็ดจะร่วงง่ายมาก  แต่บางชนิดก็ร่วงยาก


ข้าวปลูก   ก็คือข้าวที่ชาวนาใช้ปลูกตามปกติทั่วไป  สายพันธุ์แล้วแต่การคัดเลือกนำเอามาปลูก  โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Oryzasativa  L.   ข้าวปลูกในประเทศไทยนั้น  มีมากกว่า  100  สายพันธุ์  แต่จดทะเบียนเป็นข้าว  GI  แล้วแค่  8  สายพันธุ์  ดู สายพันธุ์ข้าว  GI  ในประเทศไทย  ข้าวที่ปลูกในประเทศไทยนั้น  เป็นข้าวที่มีสายพันธุ์ที่ถูกคัดเลือกให้มีลักษณะที่ต้องการแล้ว  เช่น  ให้ผลผลิตสูง ข้าวสารมีสีขาวใส คุณภาพหุงขึ้นหม้อ หุงต้มนุ่มและหอม ไปจนถึงร่วนแข็ง ต้านทานต่อโรคหรือแมลงศตรูพืชที่สำคัญได้ และทุกสายพันธุ์จะมีลักษณะสำคัญคือ เมล็ดจะสุกแก่ใกล้เคียงกัน คือ หลังบานดอกแล้วประมาณ 28-30 วัน ก็พร้อมจะถูกเก็บเกี่ยวและถูกนวดให้หลุดจากรวงได้เลย แต่จะไม่สุกแก่ก่อนเวลา ไม่หลุดร่วงเองได้ง่าย และข้าวเปลือกจะไม่มีหางหรือถ้ามีก็จะสั้นมาก

ข้าวป่า คือบรรพบุรุษของข้าวที่ใช้ปลูกกันในปัจจุบัน มีชื่อว่า  Oryza rufipogon L. ที่มีตามธรรมชาติอยู่แล้ว และสามารถพบได้ทั้งในที่ลุ่มลึก และบนที่ดอน ข้าวป่ามีหลายชนิดแต่มีลักษณะเด่นที่สำคัญคือ เมล็ดในรวงเดียวกันจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน  แต่จะสุกในช่วงตั้งแต่ 9-30  วัน  เมื่อสุกแก่ก็จะหลุดร่วงได้เอง  และเมล็ดข้าวป่านั้น  ยังมีระยะพักตัวที่หลากหลาย ตั้งแต่ไม่มีระยะพักตัว  คือหล่นลงดินแล้วงอกเลยภายใน 1-2  วันไปจนถึงระยะพักตัวหลายปี  คือสามารถเก็บไว้ปลูกในปีถัดไปได้หลายปีโดยไม่เน่าเสียและอัตราการงอกสูง  เมล็ดข้าวเปลือกและข้าวกล้องของข้าวป่านั้นจะมีหลายสี  บางชนิดเมล็ดอาจมีหางยาวกว่า  10  เท่าตัวของเมล็ดข้าว  และมีหลายสีสัน

ข้าววัชพืช   มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า   Weedy Rice   มีลักษณะเหมือนต้นข้าวทั่วไปจนแยกไม่ออกในระยะกล้า  มีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่นตามลักษณะเด่น เช่น ข้าวหาง เพราะมีหางยาวเหมือนข้าวป่า  หรือเหมาเรียกข้าวป่าว่าข้าววัชพืชไปเลย  บางแห่งเรียก  ข้าวดีด ข้าวเด้ง  เพราะเมล็ดแก่และถูกลมพัดหรือคนไปสัมผัสรวง เมล็ดก็จะร่วงทันที  บางแห่งเรียก ข้าวลาย เพราะเมล็ดมีเปลือกลาย  บางแห่งเรียกข้าวแดง เพราะเมื่อแกะเปลือกออกจะพบว่าเมล็ดข้าวกล้องมีสีแดง  บางแห่งเรียก ข้าวดาวกระจาย เพราะจากลักษณะรวงจะกางออกและเมื่อเมล็ดแก่จะร่วงและกระเด็นกระจายไปรอบๆ  ต้นข้าว

จากการศึกษาของหน่วยงานหลายแห่ง  พบว่าข้าววัชพืช  นั้น  เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างข้าวป่าธรรมชาติ Oryza rufipogon  L.   กับข้าวปลูก  โดยข้าวลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  และมีการกระจายตัวของสายพันธุ์เป็นหลายลักษณะ โดยอัตราการผสมข้ามระหว่างข้าวปลูกกับข้าวป่า  และระหว่างข้าวปลูกกับข้าววัชพืชลูกผสมที่กระจายตัวและเจริญเติบโตในแปลงนา  โดยลักษณะส่วนใหญ่  ไม่เป็นที่ต้องการของเกษตรกร

เพราะการระบาดหรือมีข้าววัชพืชในแปลงนาจำนวนมากๆ  นั่นหมายถึงการที่ชาวนาจะได้ข้าวที่มีทั้งคุณภาพของเมล็ดและปริมาณที่ลดลงเป็นจำนวนมาก


ปัญหาข้าววัชพืช  ที่แก้ไม่ตก
ด้วยมีสายพันธุ์มาจากข้าวป่าเข้มข้น  และเป็นนักสู้ชั้นสูง  ทำให้ข้าววัชพืชมีการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมต่างๆ  ได้ดีจนไปแย่งธาตุอาหารจากข้าวปลูกเดิมจนหมดทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่ลดลง  แถมข้าววัชพืชบางชนิดนั้น จะมีช่วงระยะเวลาการออกดอกเร็วกว่าข้าวปลูก  มีการผสมพันธุ์เร็วกว่าทำให้ได้เมล็ดข้าวไวกว่าข้าวปลูก  ก่อนเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวข้าวปลูกตามปกติ  ข้าววัชพืชก็ได้เมล็ดพร้อมที่จะงอกเป็นต้นใหม่และร่วงลงก่อนการเกี่ยวข้าว  และมักจะหลุดรอดการเก็บเกี่ยวข้าวทุกครั้ง ทำให้มีเมล็ดที่พร้อมจะงอกสะสมอยู่ในแปลงนามากมาย  ซึ่งจะเพิ่มความหนาแน่นในฤดูต่อไปๆ  และทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้ลดลงไปเรื่อยๆ  หากมีการระบาดหนัก

แม้ว่าจะมีการเก็บเกี่ยวข้าววัชพืชไปเพิ่มรายได้และได้น้ำหนักดีจริง  แต่เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงที่ปะปนอยู่กับข้าวปลูก  หรือเปอร์เซ็นเนื้อแป้งเต็มเมล็ดที่ได้น้อย  ทำให้ถูกตัดราคารับซื้อจากโรงสีอยู่บ่อยๆ  เรียกได้ว่า  ต้นทุนเท่าเดิมแต่ผลผลิตลดลง  แบบนี้ก็อยู่ไม่ได้








ข้อมูลอ้างอิง  :   https://www.kasetorganic.com



โพสต์โดยสมาชิก : POK@




menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow