menu กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกร ดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วม
date 10 ก.ย. 62 10:09    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกร ดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วม

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกร
ดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วม

กรมส่งเสริมการเกษตร   แนะเกษตรกรดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วมจากพายุ   “ โพดุล   และ  คาจิกิ ”  พร้อมแจงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยตามพื้นที่เสียหายจริง  รายละไม่เกิน 30  ไร่


นางกุลฤดี  พัฒนะอิ่ม   รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน  “โพดุล”  และดีเปรสชั่น  “คาจิกิ”  กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดทันที  พร้อมแนะนำให้เกษตรกรดูแลข้าว  ไม้ผล  ไม้ยืนต้น  ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ  โดยเฉพาะบางพื้นที่มีพืชต้องเร่งเก็บเกี่ยวเพื่อหนีน้ำ  ดังนี้

ข้าว   ในกรณีที่น้ำท่วมขังไม่นาน น้ำสูงไม่ถึงยอดข้าว และต้นข้าวยังไม่ตาย ให้รีบระบายน้ำออกจากแปลงนาให้เหลือ  5–10  เซนติเมตร และให้ฟื้นฟูข้าวหลังจากน้ำลด โดยที่ต้นข้าวยังเขียวอยู่เกิน  3  วัน หากต้นข้าวในนามี สีเขียวมากขึ้นไม่ต้องใส่ปุ๋ย ให้ดูแลโรคและแมลงอย่าให้รบกวนเท่านั้น แต่หากต้นข้าวในนาเริ่มมีอาการสีเหลืองที่ใบ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย  อัตรา  3–5  กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นข้าว (ไม่ควรใส่ปุ๋ยยูเรียมากเกินคำแนะนำ  เพราะจะทำให้ต้นข้าวเกิดโรคได้) สำหรับแปลงนาที่ข้าวออกรวง  ให้ระบายน้ำจนแห้งและห้ามใส่ปุ๋ยเพราะจะทำให้ดินร้อน  และต้นข้าวตายง่ายขึ้น ในกรณีที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกเต็มที่เพื่อหนีน้ำ ให้นำข้าวที่เก็บเกี่ยวไปตากเพื่อลดความชื้นโดยเร็ว สำหรับแปลงข้าวที่ตายเสียหายโดยสิ้นเชิง ให้เกษตรกรติดต่อขอรับการช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการที่สำนักงานเกษตรอำเภอ  ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไว้

ไม้ผล ไม้ยืนต้น   หลังน้ำท่วมใหม่ๆ ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปในพื้นที่ และห้ามบุคคล รวมทั้งสัตว์เข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นพืชโดยเด็ดขาด  เพราะต้นที่ถูกน้ำท่วมขังจะมีโครงสร้างง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากของพืช  ทำให้ต้นไม้ทรุดโทรมและอาจตายได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้ต้นพืชตั้งตัวเร็วขึ้น ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่พืช เพราะในระยะนี้ระบบรากของพืชยังไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารพืชจากดินได้ตามปกติ ปุ๋ยทางใบอาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร  12–12–12  หรือ  12–9–6  หรือจะใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร  21–21–21  และ  16–21–27  ละลายน้ำพ่นให้แก่พืชก็ได้  นอกจากนี้ สามารถเตรียมปุ๋ยทางใบที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเด็กซ์โตรส  600  กรัม  ฮิวมิคแอซิด 20  ซีซี  ปุ๋ยเกล็ดสูตร  15–30–15 
จำนวน  20  กรัม  ผสมสารดังกล่าวในน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบลงไปเล็กน้อย  และอาจใส่สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น และพ่นสัก  2–3  ครั้ง


สำหรับในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย  เมื่อน้ำลดแล้ว  และต้องการจะปลูกพืชใหม่ อาจทำได้  2  วิธี  คือ  1. ปลูกแบบไถพรวนน้อยครั้ง โดยใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบา และกระทำหลังจากที่ดินเริ่มแห้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วยในตัว  ลดการรบกวนดิน  และ 2. ปลูกแบบไม่ไถพรวน  วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ยังเปียกชื้นอยู่

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้  หากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกซึ่งเสียหายโดยสิ้นเชิง  จะมีการให้ความช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง  รายละไม่เกิน  30  ไร่  ได้แก่  ข้าว  อัตราไร่ละ  1,113  บาท  พืชไร่  อัตราไร่ละ  1,148  บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ  1,690  บาท  ทั้งนี้  เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01)  โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง  ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร  และพื้นที่เสียหายจริง  เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป  หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน












ข้อมูลอ้างอิง  :   https://www.technologychaoban.com/


โพสต์โดยสมาชิก : POK@




menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow