menu เทคนิคการปลูก และดูแล งา ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
date 20 ก.ย. 62 13:09    หมวด: เกษตรน่ารู้
facebook twitter google plus


เทคนิคการปลูก และดูแล งา ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เทคนิคการปลูก และดูแล งา
ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

งา   เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศ  และมีแนวโน้มที่จะทวีความสำคัญขึ้นทุกปี  เนื่องจากเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตและการตลาดสูง  สามารถปลูกขึ้นง่าย  ลงทุนน้อย  ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี เกษตรกรนิยมปลูกงาก่อน  และหลังการทำนา หรือหลังจากการเก็บเกี่ยวพืชหลัก  การปลูกงามีทั้งในสภาพไร่และสภาพนา  ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ของแต่ละท้องถิ่น  เมล็ดงาและน้ำมันงามีคุณค่าทางด้านโภชนาการสูง  เมล็ดงาประกอบด้วยน้ำมัน  โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  วิตามิน  และแร่ธาตุต่างๆ  ที่จำเป็นหลายชนิดในเมล็ดงาจะมีน้ำมันงาประมาณร้อยละ  47-60  มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง  จึงเหมาะที่จะนำมาใช้บริโภคเพราะช่วยกันรักษาระดับโคเลสเตอรอลในร่างกาย ป้องกันไม่ให้เกิดหลอดเลือดแข็งตัวหรือเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจขาดเลือด

การผลิตงาของประเทศไทยพบว่ามีพื้นที่ปลูกงาประมาณ  381,000  ไร่ ผลผลิตรวม  35,000  ตัน  โดยผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ  55  ส่งออกไปต่างประเทศมูลค่าประมาณ  400  ล้านบาทส่วนที่เหลืออีกร้อยละ  45  ใช้ภายในประเทศ  การผลิตงาของประเทศไทย  ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ  ซึ่งมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นทุกปี


1. ต้นฤดูฝน   เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน  และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน-มิถุนายน  ส่วนใหญ่จะปลูกในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว  มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ  70  ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ  แหล่งปลูกงาต้นฤดูฝนได้แก่  จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์  สุรินทร์  นครราชสีมา  สระบุรี  ลพบุรี  นครสวรรค์ เพชรบูรณ์  สุโขทัย  ลำพูน  น่าน  และสุราษฎร์ธานี

2. ปลายฤดูฝน   เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม  และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  ส่วนใหญ่จะปลูกในสภาพพื้นที่ไร่หรือที่ดอน  ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่  มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ  30  ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ  แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ  ได้แก่  จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก  สพรรณบุรี  เพชรบูรณ์  อุตรดิตถ์  และเลย

การพิจารณาเลือกพื้นที่ปลูกงา
1.เป็นดินร่วนปนทราย  มีการระบายน้ำดี  และมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร
2.เป็นพื้นที่ดอนหรือสูง  สามารถระบายน้ำได้สะดวกไม่มีน้ำขังแฉะ
3.ความเป็นกรด-ด่างของดิน  ควรอยู่ระหว่าง  5.5-6.5  ไม่เป็นดินเปรี้ยวหรือดินเค็ม
4.ไม่เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกงาติดต่อกันมาเป็นเวลานานหลายๆ  ปี  เพราะจะทำให้งาเกิดโรคระบาดได้ง่าย

การเตรียมดิน
การเตรียมดินเป็นปัจจัยที่สำคัญในการปลูกงาเนื่องจากเมล็ดงามีขนาดเล็ก  ควรมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยให้งางอกได้ดีและมีความสม่ำเสมอ การไถพรวนจะมากหรือน้อยครั้งขึ้นอยู่กับโครงสร้างและชนิดของเนื้อดินถ้าเป็นดินร่วนทรายจะไถ  1-2  ครั้ง  ส่วนดินเหนียวจะต้องไถมากครั้งกว่าดินร่วนโดยไถ  1-2  ครั้ง  ส่วนดินเหนียวจะต้องไถมากครั้งกว่าดินร่วนโดยไถ  2-3  ครั้ง  เพื่อย่อยดินให้ละเอียดจะให้ผลผลิตสูงกว่าไถเพียงครั้งเดียว

การปลูกงาต้นฤดูฝนโดยอาศัยน้ำฝนช่วงเดือนกุมภาพันธุ์-มีนาคม  ปริมาณความชื้นในดินมีน้อย จะต้องรอให้ในตกเสียก่อนจึงไถเตรียมดินปลูก  สังเกตได้โดยเมื่อฝนตกทำให้ดินเปียกชื้นลึกลงไปจากผิวดินประมาณ  20  เซนติเมตร  หรือลองใช้จอบขุดลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 20  เซนติเมตร  หรือลองใช้จอบขุดลึกลงไปประมาณ 1 หน้าจอบ และพบดินยังมีความเปียกชื้นอยู่  สามารถไถพรวนปลูกงาให้เสร็จได้ภานใน  3  วัน  โดยไถดะ  1  ครั้ง  แล้วหว่านเมล็ดงา  และคราดกลบทันทีจะเป็นผลดีกับการปลูกงา  เพราะว่าหลังจากนั้นดินจะแห้งเร็วความชื้นจะไม่เพียงพอที่จำทำให้งางอกได้

การปลูกงาช่วงกลางฤดูฝน-ปลายฝน  ปริมาณน้ำฝนมีเพียงพอทำให้เตรียมดินได้สะดวก  โดยไถประมาณ  2-3  ครั้ง  ก่อนการหว่านเมล็ดงาหลังจากนั้นจังไถกลบอีก  1  ครั้ง  จะทำให้งางอกได้สม่ำเสมอ  แต่วิธีนี้จะใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่าการไถหว่าน-คราดกลบ  ประมาณ  2  เท่าตัว

สำหรับในเขตที่มีแหล่งน้ำหรือในเขตชลประทานใช้วิธีปล่อยน้ำเข้าในแปลงปลูก  ดินร่วนทรายปล่อยทิ้งไว้  2  คืน ดินเหนียวทิ้งไว้  1  คืน  ตากดินไว้  1-3  แดด  แล้วจึงไถเตรียมดินปลูกต่อไป

การเตรียมดินปลูกงาหลังจากไถพรวนดินดีแล้วควรแบ่งพื้นที่ปลูกแปลงย่อย กว้างแปลงละ  3-5  เมตร  เพื่อให้สามารถเดินเข้าไปปฎิบัติดูแลรักษาได้สะดวก และช่วยระบายน้ำ  เมื่อมีฝนตกชุกจะช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมขัง  ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น


วิธีการปลูกงามี  2  วิธี  คือ

1. การปลูกแบบหว่าน
เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกงาด้วยวิธีนี้  โดยหลังจากเตรียมดินดีแล้วจะใช้เมล็ดงาหว่านให้กระจายสม่ำเสมอในแปลงปลูก  แล้วคราดกลบทันทีเพราะถ้ารอจนหน้าดินแห้ง  หรือเมล็ดถูกแดดเผานานๆ  เมล็ดงาจะตกมัน  ทำให้ไม่งอกหรืองอกไม่สม่ำเสมอ สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่หว่านจะใช้ประมาณ  1-2  กิโลกรัมต่อไร่  ขึ้นอยู่กับสภาพการเตรียมดินและความเคยชินของเกษตรกร  ในการหว่านอาจใช้ทรายละเอียด  ขี้เถ้า แกลบ  หรือมูลสัตว์  ผสมในอัตร  1:1  เพื่อช่วยให้เมล็ดงากระจายสม่ำเสมอมากขึ้น  ปัจจุบันมีการนำเครื่องปลูกงาแบบหว่านมาใช้ในเขตจังหวัดลพบุรี เป็นเครื่องปลูกที่ใช้ติดท้ายรถแทรกเตอร์  ตัวเครื่องประกอบด้วยผาน  4  ผาน ถ้าบรรจุเมล็ดพันธุ์  และมีช่องปล่อยเมล็ดพันธุ์ให้งาออกตามอัตราที่กำหนดไว้  เมื่อเมล็ดงาตกลงพื้นดินผานทั้ง  4  ผานจะไถดินตาม ทำให้เมล็ดถูกกระจายออก  และถูกดินกลบ  ต้นงาที่งอกขึ้นมาจะกระจายตัวคล้าย ๆ  กับการหว่าน  เครื่องปลูกงา เมื่อพ่วงกับรถไถเดินตามขนาดเล็ก จะใช้เวลาปลูกประมาณ  20  นาทีต่อไร่ หากพ่วงกับรถไถขนาดใหญ่จะใช้เวลาเพียง  10  นาทีต่อไร่

2. การปลูกแบบโรยเป็นแถว
ในการทำร่องสำหรับโรยเมล็ด  ส่วนใหญ่ใช้คราดกาแถว  จะช่วยให้ทำแถวปลูกได้เร็วขึ้น ระยะแถวปลูก  50x10  เซนติเมตร  หรือใช้เครื่องปลูกชนิด  4  แถว ระยะปลูก  30*10  เซนติเมตร  หรือในแถวยาว  1  เมตร  ให้มีต้นงา  10-20  ต้น  หลังจากปลูกแล้ว  15-20  วัน ให้ทำการถอนแยกให้ได้ระยะต้นตามความต้องการ อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ประมาณ  2-3  กิโลกรัมต่อไร่ การปลูกด้วยวิธีนี้จะใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่าวิธีหว่าน เสียเวลาและแรงงานมากต้องกำจัดวิชพืชระหว่างแถวปลูก แต่จะสะดวกในการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช การปลูกแบบเป็นแถวนี้จะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกด้วยวิธีหว่าน

การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยเคมีที่ใช้กับงา  ในดินทรายหรือดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  ให้ใช้ปุ๋ยสูตร  15-15-15  ในอัตรา  20-30  กิโลกรัม/ไร่  สำหรับดินร่วนปนดินเหนียว  ใช้ปุ๋ยสูตร  20-20-0  ในอัตรา  20-25  กิโลกรัม/ไร่  การใส่ปุ๋ยในโตรเจนควรใส่ขณะที่งาจะออกดอกในปริมาณที่ไม่มากเกินไปเพราะปปุ๋ยในโตรเจนจะทำให้งาแก่ข้าและปริมาณน้ำมันในเมล็ดลดลง


วิธีการใส่ปุ๋ยเคมีให้แก่งา   พิจารณาจากวิธีการปลูก  ดังนี้
1. ปลูกแบบหว่าน  ให้ใช้ปุ๋ยหว่านแล้วคราดกลบก่อนปลูก
2. ปลูกแบบโรยเป็นแถว  ให้ใช้  2  วิธี  คือ
-โดยใช้ปุ๋ยทั้งหมดโรยก้นร่องแถวปลูกก่อนปลูก
-โดยแบ่งให้  2  ครั้ง ครั้งละเท่าๆ  กัน

ครั้งแรก  :  โรยก้นร่องของแถวปลูกก่อนปลูก
ครั้งที่สอง  :  โรยข้างแถวปลูกเมื่องาอายุไม่เกิน  15  วัน  หลังจากงอก
ควรมีการใส่ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  หรือไถกลบปุ๋ยพืชสด  ในดินในช่วงเตรียมดินก่อนปลูกงาจะทำให้ได้ผลผลิตสูง  เพราะ  งาตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ได้ดีกว่าปุ๋ยเคมี

การดูแลรักษา
งา  เป็นพืชที่ต้องการการดูแลรักษาน้อยกว่าพืชชนิดอื่นเพียงแต่เตรียมดินให้ถูกวิธีและเหมาะสม  และปลูกงาให้งอกอย่างสม่ำเสมอ  ก็สามารถจะให้ผลผลิตพอสมควรแล้วส่วนใหญ่เกษตรกรที่ปลูกงาเมื่อหว่านเมล็ดงาแล้วก็ปล่อยทิ้งจนถึงเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม  หากได้มีการปฏิบัติดูแลรักษาบ้างก็จะช่วยให้ผลผลิตสูงขึ้น  ทั้งนี้ควรจะเริ่มจากการปลูกงาเป็นแปลงใหญ่ๆ  ขนาด  3-5  เมตร  ให้มีร่องระหว่างแปลงเพื่อจะได้ตรวจแปลงได้สะดวกเมื่อมีโรคและแมลงระบาดสามารถที่จะป้องกันกำจัดได้ง่ายและรวดเร็ว

การเก็บเกี่ยว
การสังเกตระยะสุกแก่ของงา  เมื่องาเจริญเติบโตเต็มที่ถึงระยะสุกแก่จะต้องรีบเก็บเกี่ยว  เนื่องจากฝักงาโคนต้นที่แก่ก่อนจะแตกออกทำให้เมล็ดร่วงเสียหาย  การสุกแก่ของงาสามารถสังเกตได้ดังนี้

1.ดอก  เมื่อถึงอายุเก็บเกี่ยวดอกสุดท้ายจะร่วง
2.ใบ  จะมีสีเหลืองและร่วงเกือบหมด
3.ฝัก  เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง  ประมาณ  1  ใน  4  ของต้น
4.เมล็ด  มีลักษณะค่อนข้างเต่งตึงและเปลี่ยนสีตามพันธุ์  สำหรับงาดำให้แกะฝักที่  3  จากยอดออกมาดู  ถ้าเมล็ดมีสีน้ำตาลแสดงว่าแก่เก็บเกี่ยวได้

อายุ  โดยนับอายุของงาแต่ละพันธุ์  เช่น  งาขาว  พื้นเมืองเลย  อายุ  110-120  วัน  งาขาวพื้นเมืองพันธุ์ชัยบาดาลอายุ  80-85  วัน  งาขาวพันธุ์ร้อยเอ็ด 1 อายุ 70-75 วัน งาขาว พันธุ์มหาสารคาม 60 อายุ 80-85 วัน งาดำนครสวรรค์  อายุ  95-100  วัน  งาดำ มก. 18  อายุ 85-90  วัน  งาดำ  มข.2  อายุ  70-75  วัน  งาแดงพันธุ์อุบลราชธานี  1  มข.3  พิษณุโลก  และสุโขทัย  อายุ  80-85  วัน  เป็นต้น การพิจารณาอายุของงานี้จะต้องพิจารณาความชื้นของอากาศขณะนั้นประกอบด้วยถ้าฝนตกชุกอากาศมีความชื้นสูงงาจะสุกแก่ช้า  แต่ถ้าอากาศแห้งจะเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าอายุจริง  5-10  วัน  เช่น  งาขาวพันธุ์ร้อยเอ็ด  1  ถ้าอากาศแห้งแล้งจะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ  60-65  วัน  เป็นต้น


การเก็บเกี่ยวใช้เคียว  หรือมีดเกี่ยวต่ำกว่าฝักล่างเล็กน้อยถ้าปลูกในดินทรายหรืองาต้นเล็กจะใช้วิธีถอนทั้งต้นก็ได้  ทั้งนี้พยายามอย่าให้ดินทรายเกาะติดต้นงา  เพราะจะปนอยู่กับเมล็ดมากเวลาเคาะ  ทำให้คุณภาพของงาลดลง  ปัจจุบันมีเครื่องเกี่ยวงาแบบวางราย  ทำให้เกี่ยวได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

หลังจากการเก็บเกี่ยวงาแล้วนำมาบ่มโดยนำต้นงามากองรวมกัน หันปลายยอดเข้าหากัน วางซ้อนเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ ให้ฝักปลายยอดเหลื่อมกันเล็กน้อย (กองบ่มทั่วไปมีขนาดกว้าง *ยาว*สูง  ประมาณ  2*3*1   เมตร)  กองบ่มควรอยู่ในที่กลางแจ้งและที่สูงในแปลงปลูก เพื่อป้องกันน้ำท่วมและอากาศถ่ายเทสะดวก  เมื่อกองเรียบร้อยแล้วนำฟางข้าว  ใบไม้  ใบหญ้า  ปิดทับกองประมาณ  5-7  วัน  ถ้าอากาศแห้งเกินไปควรรดน้ำกองบ่มบ้าง  หลังจากการบ่มแล้วฝักจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลปนดำเสมอกัน ส่วนใบจะเปลี่ยนเป็นสีดำและหลุดร่วงไป  จากนั้นจึงทำการมัด  ตาก  เคาะ  และทำความสะอาดเมล็ดต่อไป

ข้อดีของการบ่มงา
1.การปลูกงาจำนวนมากๆ  ถ้าเก็บเกี่ยวช้าฝักจะแตกเมล็ดร่วงเสียหาย  การบ่มจะช่วยให้เกษตกรมีเวลาเก็บเกี่ยวงาได้มากขึ้น  สามารถเก็บเกี่ยวพร้อม ๆ  กัน ได้ในพื้นที่ขนาดใหญ่
2.การบ่มงาทำให้ใบร่วง สะดวกต่อการมัดเป็นกำและตั้งตากได้ง่าย
3.การบ่มทำให้สามารถเคาะได้เร็วขึ้น  เพราะงาที่บ่มจะแห้งเร็ว เนื่องจากใบร่วงหมด  และใช้เวลาตากน้อยประมาณ  1-2  วันก็สามารถเคาะได้ แต่งาที่ไม่บ่มต้องใช้เวลาตากถึง  4-5  วัน
4.การบ่มช่วยให้ฝักงาส่วนโคนต้นและส่วนปลายอ้าออกพร้อมกัน  จึงประหยัดเวลาแรงงานในการเคาะ  โดยเคาะเพียง  1-2  ครั้งก็ได้เมล็ดงาเกือบทั้งหมด แต่ถ้าไม่บ่มจะต้องเคาะ  3-4  ครั้ง  เนื่องจากฝักงาอ้าออกไม่พร้อมกัน
5.การบ่มงาช่วยลดความเสียหายอันเนื่องจากมีฝนตกในขณะตากงา  เพราะการบ่มงาจะใช้เวลาตากน้อยกว่าไม่บ่ม

การบ่มงานี้จะทำการบ่มเฉพาะงาดำและงาดำแดงส่วนงาขาวมีสีหมองคล้ำคุณภาพเมล็ดต่ำ สำหรับงาที่จะนำไปบริโภคเป็นอาหารไม่ควรบ่มเช่นงาดำพันธุ์ มข.18  เพราะจะทำให้มีกลิ่นดิน  เศษพืชติดไปกับเมล็ดงา  หากเกษตรกรเก็บเกี่ยวงาครบอายุเก็บเกี่ยวให้นำไปตาก  3-4  แดด แล้วเคาะนวดได้ทันที

การมัด  ตาก  เคาะ  และทำความสะอาดเมล็ดงา  หลังจากบ่มแล้ว  ทำการเคาะให้ใบร่วงออกหมดเหลือแต่ฝักและต้นงา  ใช้ตอกหรือเชือกฟางมัดงาเป็นกำๆ  ขนาดกำมือแล้วนำงา  3  กำ  มามัดที่ปลายต้นงารวมเป็นมัดเดียวกันแล้วนำไปตั้งตาก ซึ่งจะแยกมัดงาเป็น  3  ขา  ช่วยพยุ่งไม่ให้มัดงาล้มเวลาตั้งตาก  หรือจะใช้วิธีการทำราวตากโดยมัดงาเป็นกำขนาดใหญ่แล้วแบ่งครึ่ง  แขวนตากไว้บนราว  วิธีนี้จะได้เมล็ดงาที่สะอาดกว่าวิธีแรก  เพราะต้นงาไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นดิน หลังจากตากไว้  2-3  วัน ก็นำไปเคาะ  โดยนำมัดงาที่ตากจนฝักแห้งและปลายฝักอ้าออกแล้วคล่ำมัดงาลงภาชนะที่เตรียมไว้ ใช้ไม้เคาะมัดงาเบาๆ  เมล็ดงาก็จะร่วงลงบนภาชนะโดยง่าย  นำไปตากแดดอีก  1-2  แดด  แล้วนำไปเคาะใหม่อีกครั้งหนึ่ง  จากนั้นทำความสะอาดเมล็ดงา  โดยฝัดแยกเอาสิ่งเจือปนออกแล้วบรรจุลงกระสอบนำไปเก็บหรือจำหน่ายต่อไป


การเก็บเมล็ดพันธุ์
โดยปกติเมล็ดพืชน้ำมันจะเสื่อมความงอกในช่วงระยะเวลาอันสั้นแต่เมล็ดงานั้นสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน  จากการทดสอบพบว่า  เมล็ดงาสามารถเก็บไว้ได้นานถึง  17  เดือน โดยเก็บไว้ในถุงพลาสติกชนิดหนาปิดปากถุงด้วยความร้อน  เมล็ดยังมีความงอกถึง  82  เปอร์เซ็นต์ และเก็บใส่ถุงปุ๋ย  ถุงผ้า  และถุงกระดาษ  นาน  8  เดือน  เมล็ดงายังมีความงอกมากกว่า  80  เปอร์เซ็นต์

เมล็ดงาที่จะเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์  ควรเป็นเมล็ดที่มีคุณภาพดี  ที่ได้จากการเคาะเคาะครั้งแรก  เพราะเมล็ดจะแก่และสมบูรณ์เต็มที่  จากนั้นนำไปตากให้แห้งก่อนเก็บในภาชนะปิดที่มีความชื้นต่ำ










ข้อมูลอ้างอิง  :   https://www.baanjomyut.com/

ข่าวเกษตร    เกษตรน่ารู้    งา    ฤดูสำหรับปลูกงา    วิธีการปลูกงา    วิธีการเก็บเกี่ยวงา   วิธีการบ่มงา    วิธีการใส่ปุ๋ยเคมีให้แก่งา


โพสต์โดยสมาชิก : POK@




menu FIND US ON FACEBOOK arrow


menu ข่าวล่าสุด arrow