Social :



เชื่อจะสำเร็จ “พิธา” ย้ำ ก้าวไกล เดินหน้าแก้ ม.112 เองในสภา

23 พ.ค. 66 06:05
เชื่อจะสำเร็จ “พิธา” ย้ำ ก้าวไกล เดินหน้าแก้ ม.112 เองในสภา

เชื่อจะสำเร็จ “พิธา” ย้ำ ก้าวไกล เดินหน้าแก้ ม.112 เองในสภา

“พิธา” ย้ำ ก้าวไกล เดินหน้าแก้ ม.112 เองในสภา เชื่อจะสำเร็จเหตุสถานการณ์เปลี่ยน ขณะที่พรรคร่วมเห็นต่างขอดูร่างของพรรคก้าวไกล
 

 

ภายหลังจากการลง นามในบันทึกความเข้าใจความเข้าใจ(MOU) ในจัดตั้งรัฐบาล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สอบถาม โดยคำถามแรกคือเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112ที่ไม่อยู่ใน MOU แสดงว่ารัฐบาลพรรคก้าวไกล แม้ตั้งรัฐบาลได้ก็คงไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากเสียงไม่พอ ใช่หรือไม่ นายพิธา ระบุว่า พรรคก้าวไกลยืนยันยังทำอยู่ และเมื่อเดือน ก.พ.ปี64 ได้ยื่นต่อสภาแต่ยังไม่มีการบรรจุในวาระ ซึ่งเชื่อว่าครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยการดำเนินการของพรรคก้าวไกล และตอนนี้บรรยากาศก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ยกตัวอย่างได้อย่างได้จาก สื่อมวลชนที่กล้าพูดเรื่องนี้อย่างมีนัยยะสำคัญ และมีวุฒิภาวะ

 

ส่วนหากพรรคก้าวไกลยังยืนยันเรื่องการแก้ ม.112 จะมีผลต่อเสียง ส.ว.ที่จะสนับสนุนนายพิธาให้เป็นนายกฯ หรือไม่ นายพิธา ระบุว่า ตนไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นเพราะเรามีทีมเจรจา มีโอกาสได้ตอบข้อกังวลใจหลายเรื่อง ไม่ทำให้กฎหมาย ม.112 เป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง และเมื่อได้อธิบายให้เห็น และเปรียบเทียบกับความเป็นสากล อีกทั้งใน MOU ก็ระบุชัดว่า จะดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นที่สักการะผู้ใดจะละเมิดพระมหากษัตริย์ไม่ได้ น่าจะทำให้ ส.ว.และประชาชนจำนวนมากสบายใจ ยืนยันม.112 เป็น1ใน45 กฎหมายที่พรรคก้าวไกลจะยืนต่อสภา พร้อมเชื่อว่าจะพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ และเมื่อได้พูดคุยกับ ส.ว.ก็มีแนวโน้มและทิศทางที่ดี เป็นแนวโน้มที่ดีมาก



 

ส่วนหากนำเรื่อง ม.112 และเรื่องทุจริต จะมีคำมั่นสัญญาอย่างไรว่าจะไม่ทำในสิ่งที่ประชาชนไม่เห็นด้วย และหากพรรคก้าวไกล ยืนยัน จะยื่นแก้ไข ม.112 พรรคร่วมที่เหลือจะว่าอย่างไร นายพิธา ระบุว่า การที่มีบันทึกความเข้าใจตรงกันเป็นหารผลักดันวาระที่เห็นร่วมและความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งมีทั้งวาระร่วมและวาระเฉพาะของแต่ละพรรคเพื่อไม่ให้ขัดแย้งจากข้อตกลง MOU ส่วนเรื่องคอรัปชั่นก็มีระบุใน MOU ชัดเจน

 

ส่วนจุดยืนในประเด็นมาตรา 112 พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคเพื่อไทย ไทยสร้างไทยและเสรีรวมไทย มีจุดยืนเรื่องนี้อย่างไร นั้น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า MOU ที่ทำ มุ่งผลสัมฤทธิ์ในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ถ้าอะไรที่จะทำให้เกิดความไม่สำเร็จ จะไม่ทำ ดังนั้น ในประเด็นมาตรา 112 ต้องไปดูรายละเอียดตัวร่างกฎหมายที่จะเสนอ ว่าจะเป็นประโยชน์ หรือมีผลกระทบอย่างไร จะตอบเป็นข้อสรุปทันทีในวันนี้ไม่ได้


 

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวยืนยัน ไม่แก้ไขและไม่ยกเลิกมาตรา 112
Lif

 

ขณะที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ประเด็นมาตรา 112 ถือเป็นเรื่องในอนาคต แต่ทางพรรคไม่มีนโยบายตรงนี้ แต่ตนเองสามารถให้ข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ เพราะตนเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รู้ในเรื่องที่หลายคนไม่รู้ ก็จะให้คำแนะนำได้

 

ส่วนแผนสำรองของพรรคก้าวไกลกรณีเสนอชื่อนายกฯและไม่ผ่าน 376เสียงของรัฐสภาจะดำเนินการอย่างไร นายพิธา ระบุว่า กระบวนการในการเจรจาและการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองเป็นไปได้ด้วยดี ยังไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะไปอยู่ในซิแนริโอนั้น จึงไม่กังวล และการทำงานกันมากับพรรคเพื่อไทย และทุกพรรคร่วม มีความหนักแน่นไม่ว่าจะมีข่าวลือหรือมีการพูดให้สั่นคลอน ทุกพรรคทำงานด้วยความเคารพซึ่งกันและกันและให้เกียรติซึ่งกันและกัน



 

ส่วนการวิเคราะห์ทางการเมืองว่าจะยุบพรรคพลังประชาชนและมี ส.ส.ย้ายมารวมกับพรรคเพื่อไทย นั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า มีกระแสว่าจะมีการยุบพรรคพลังประชารัฐ เพื่อนำ ส.ส .ไปรวมกันกับเพื่อไทย ได้เสียง 182 เสียง และจัดตั้งรัฐบาล ขอยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยรับรู้ไม่เคยรับทราบ และพรรคเองก็ได้ยินจากการวิเคราะห์ ดังนั้น ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยรับรู้และขอปฏิเสธว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แม้เหตุการณ์จะเกิดจริงหรือไม่จริงการรวมกันหากพรรคพลังประชารัฐยุบพรรค ต้องตอบว่าเป็นไปไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดที่บอกว่า พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลขอยืนยันครั้งที่ 501 ว่า เรายังยึดมั่นตามเจตนารมย์ที่เราประกาศที่จะสนับสนุน คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่30 และร่วมมือกับก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลให้ได้

 

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า การขจัดรัฐประหาร ถ้าดู MOU ผลักดันรัฐธรรมนูญของประชาชน ไม่ให้มาจากปลายกระบอกปืน แต่ต้องมาปลายปากกาของประชาชน ต้องเป็นจารีต การรัฐประหารคือ กบฏ ต้องถูกลงโทษ และอยากให้รัฐประหารปี 57 เป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย

ขณะที่กระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ พรรคก้าวไกลและการเมืองอื่นๆผู้ใดจะเป็นผู้นำเรื่องนี้ และทหารจะเป็นผู้นำหรือพลเรือน นายพิธา ระบ เรื่องนี้จะนำโดยตรงซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนบุคคลในแต่ละกระบวนการเป็นเรื่องรายละเอียด แต่ขอให้คำมั่นสัญญาว่า กระบวนการสันติภาพต้องมีพลเรือนอยู่ในกระบวนการ และพลเรือนต้องนำทหารในเรื่องนี้ พร้อมต้องเปลี่ยนให้เป็นเรื่องความมั่งคั่งทางอาหาร ทางสาธารณสุข ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว



นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กล่าวถึงปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการแก้ไขที่ไม่ถูกวิธีมายาวนาน มีการใช้อำนาจพิเศษ ไม่ได้คำนึงถึงคนในพื้นที่ ซึ่งใน MOU มีการสร้างสันติสุข การกระจายอำนาจ อีกทั้งต้องมีการเจรจาเพื่อให้คนเหล่านั้นกลับสู่แผ่นดินแม่อย่างสงบสุข ยืนยันไม่มีใครคิดอยากแบ่งแยก อาจจะมีแต่น้อยมาก ซึ่งต้องใช้เจรจาให้ถูกต้อง

 


ขอบขอบคุณข้อมูลจาก:innnews

โพสต์โดย : monnyboy